อยากเขียนเรื่องนี้มานานแล้ว แต่มันยังหมกไม่ได้ที่

จนเมื่อวานได้เรียนวิชาfiction&film แหม่ ช่างเป็นวิชาที่เก๋ในระดับหนึ่ง ก็เรียนๆไป เน้นเรื่องการปรับใช้บันเทิงคดีมาสู่ภาพยนตร์

มีเื่รื่องนึงที่น่าสนใจมากๆ ในส่วนที่ว่าการประสบความสำเร็จของหนังที่ต้องปรับจากวรรณกรรมในบางเรื่องคือตอนจบ ตอนจบ(ในบริบทของหนังอเมริกัน) คือต้องจบแบบHappy Ending พระเอกตาย หนังเจ๊งแหงๆ เพราะมันขัดกับตรรกะว่า เฮ้ย แม่งทำดีมาตลอดชาติ จนสุดท้ายแม่งตายได้ไงวะ อย่าไปดูเลย หนังแม่งกาก ดูแล้วเซ็ง

แต่ถ้าจะตาย ย่อมตายได้แต่มันต้องตายอย่างมีคุณค่า(ในราคา120บาท) ความตายมันต้องเต็มที่ เลอค่า งดงาม และมีคนร่วมโศกเศร้าไปกับเรา ไม่ใช่ตายแบบ ตายซะงั๊น ไม่น่าจดจำ ไม่อลังการ มันต้องตายอย่างอิ่มเอม

 

ทีนี้อาจารย์ก็พูดถึงความอิ่มเอมหรือความเต็มเิติมในตอนจบของหนัง อย่างเช่นหนังเรื่องpursuit of happinessว่าทำไมหนังมันแป้ก ก็เพราะว่าตอนจบมันแป้กไง พระเอกแม่งฝ่าฟันมาทุกจนได้รับความสำเร็จ แต่ตอนจบผู้กำกับดั๊น พรรณนาความสำเร็จพวกนั้นด้วยตัวอักษร ไม่ได้ให้ภาพแบบความสำเร็จโคดๆของตัวละครแบบ โอ้ว มึงพยายามมาทั้งหมด ในที่สุดมีความมั่งคั่งโคดๆยังไง มันทำให้คนดูไม่รู้สึกอิ่มไปกับเรื่องราวจนถึงความสำเร็จอันยิ่งใหญ่

 

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับหัวเรื่องล่ะ แน่นอนสิเกี่ยว

เพราะทั้งสองประเด็นมันทำให้ผมคิดถึงหนังเรื่องอิคิงามิ ว่าเออ เพราะแบบนี้ละมั๊ง หนังเรื่องนี้ถึึงทำให้เรารู้สึกแบบอินโคดๆ น้ำตาไหลพรากๆไปพร้อมกับมัน เพราะมันเ่ล่นกับเรื่องสำคัญของชีวิตที่ทุกคนคิดคำนึง อย่าง "ความตาย" และ "คุณค่าของความตาย" และหนังได้ให้ความเติมเต็มในแต่ละเรื่องราว(มันมีหลายเรื่อง)ได้อย่างสมบูรณ์และโคดจะน่าประทับใจ สิ่งที่เราได้ของความตายในแต่ละคนก็คือความ"เติมเต็ม"ในความตายต่างๆเหล่านั้นนั่นเอง

 เรื่องที่เป็นรายละเอียดของหนังจะไม่ขอพูด แต่โดยภาพรวมประเด็นสำคัญคือการตั้งคำถามว่า ถ้าอีก1วันจะตาย คุณจะทำอะไร มันคือคำถามที่คนมักจะถามกันเล่นๆ แบบไม่เอาจริงเอาจังอะไร แต่ถ้ามันเกิดขึ้นกับคุณจริงๆละ สิ่งที่ยังคงค้างคาในหัวใจ เรื่องราวที่ยังไม่บรรลุ สิ่งที่คุณตั้งใจจะทำให้สำเร็จแต่ไม่เคยลงมือ ไม่เคยกล้าลงมือ หรืออะไรก็ตาม คุณจะว่ายังไง ถ้าคุณมีเวลาบนโลกอีกแค่24ชั่วโมง คุณจะทำอะไรกับมัน คุณจะเติมที่ว่างในจิตใจของคุณให้เต็มหรือไม่ จะทำวันนี้หรือเมื่อไหร่ นั่นแหละคือคำถาม

แต่เท่าที่่ผมทราบ หนังเรื่องนี้ในบ้านเรายังไม่ค่อยฮิตนัก คล้ายๆเป็นหนังนอกกระแส คือฉายแต่โรงapexที่สยาม ถ้าใครยังไม่เคยดูแบบว่าแนะนำอย่างแรงกล้าให้ไปหามาดูซะ เพราะหนังจะเป็นแรงบันดาลใจในการก้าวเดินไปข้างหน้าให้กับคนดูได้อย่างยอดเยี่ยม

ปล มีเอนทรี่ที่เขียนเรื่องความตายแล้ว เหมือนมันจะเกี่ยวๆกันอยู่

edit @ 7 Nov 2009 13:24:36 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

edit @ 7 Nov 2009 13:31:16 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

ตอนนี้เปิดเทอมแล้ว เป็นเทอมสุดท้ายที่จะได้อยู่เป็นเด็ก(คือเป็นวัยเรียน)อย่างเป็นสุข

ตอนสมัยเรียนเราก็อยากจะโตเป็นผู้ใหญ่ อยากจะเรียนจบไวๆ จะได้เป็นไท ปกครองตนเองเสียที

 แต่พอเอาเข้าจริง ในวินาทีนี้ พอมองออกไป มันมีแต่ความเคว้งคว้างกับความไม่แน่นอนของชีวิต

 เอาเถอะ

เท่าที่เซอเวย์เรียนไปสองวัน เทอมนี้ท่าทางไม่หนักมาก มีComparative literatureตัวเดียวที่ดูน่าสยองหน่อย แต่น่าจะพอรับได้ รอลุ้นfiction & film ว่าจะลำบากมากไหม

กลับมาที่หัวเรื่อง จริงๆแค่จะบันทึกไว้ว่าวันนี้ได้นั่งดูรายการทางTVBSคือรายการมหัศจรรย์สุวรรณภูมิ แล้วรู้สึกปิติและเบิกบานใจมาก

คือว่าจำได้ว่าเป็นครั้งที่สองแล้วที่ดูรายการแล้วได้ครับความปิติและความเบิกบานใจเช่นนี้จากรายการดังกล่าว

รอบแรกคือนานมาแล้ว ดูตอนกลางวัน เรื่องศิลปะหุ่นไทยมัง ด้วยรูปแบบรายการ เนื้อหา(ที่ดีและน่าทึ่งมาก) เสียงประกอบ และการเอาผู้รู้จริงๆมาอธิบาย และองค์์ประกอบอะไรสารพัด มันทำให้เราแบบ โอ้วอินและซาบซ่านไปกับความงามวิจิตรและความอลังการของงานศิลปะของไทยแบบนั่งอึ้งไปเลย

พอมาเมื่อกี๊ เสนอเรื่องงานพระพุทธรูป ซึ่งเจ๋งมากๆ นำเสนอในเชิงประวัติศาสตร์อะไรต่างๆ แล้วไม่รู้ิสิ สำหรับคนที่ห่างจากโลกแห่งธรรมะ ทั้งยังชอบเสพย์ศิลปะแบบวิ่งพล่าน คุ้ยหา แล้วก็ฉาบฉวย พอได้ดูแล้วเนี่ย แค่ภาพพระพุทธรูปงามๆ มุมกล้อง แสง และเสียงเพลงประกอบ ทั้งคำอธิบายความเป็นมา(ในเชิงพุทธประวัติที่นำเสนอได้ดีมากๆ คือถูกจุด แล้วก็แบบมันตรงใจ) ทั้งหมดมันทำให้เราอินเข้าไปกับศาสนาโดยมี"ศิลปะ"เป็นเครื่องมือ ส่วนใหญ่แบบเราไม่เคยเห็นอ่ะหรือเคยไปแน่ๆผมว่า หลายๆที่ แต่พอมาถ่ายเจาะเหมือนเราค่อยๆมองงานศิลป ซึ่งมีตั้งแต่องค์พระ ภาพจิตรกรรมด้านหลัง รวมถึงสถาปัตยกรรมรอบด้านมันทำให้เรารู้สึกถึงความ"งาม" ถ้าเวลาเราไปวัดจริงๆ เราเข้าไปไหว้ กราบ เสร็จกลับ ทำให้ย้อนคิดว่า เราลืมอะไรรึเปล่า เรามองข้ามสิ่งที่งามและทรงคุณค่าไปมากมายแค่ไหนนะ ไม่่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมฝรั่ง หรือญี่ปุ่นเวลาเที่ยวนะ พวกพี่แกจะใช้เวลานานมากๆในการดูในแต่ละที่ บางทีแค่ซุ๊มประตูนะ ยืนกันโน่น เกือบครึ่งชั่วโมง...เพราะพวกเค้าเห็นคุณค่าไงล่ะ ในขณะที่คนไทยเดินจ้ำอ้าว หลบแดด ร้อนจัง เดินมองผ่านๆแล้วจบ ทำให้นึกถึงฝรั่งคนนึง รุสึกจะเป็นผู้กำกับหรือศิลปินหรืออาจารย์อะไรเทือกๆ พี่แกมาปุ๊บ ไปเจอระเบียงคดที่วัดพระแก้วที่มีภาพรามเกียรติ์ พี่แกแบบอึ้งไปเลยแล้วบอกโอว ยูมีสมบัติล้ำค้าอะไรขนาดนี้เนี่ย เสดแกเลยจัดการเอาไปทำเป็นอนิเมชั่นร่วมกับ มธ มั๊ง แบบว่าคนไทยเห็นจนเจน ไม่เคยเห็นค่า ไม่รู้ไปไขว่คว้าหาคุณค่าที่ไหนกันอยู่

ในที่สุดทำให้เข้าใจถึงความรู้สึกและความจรรโลงจากการเสพย์ศิลปะได้ทันที ทำให้เรา(เกือบจะเข้า)ถึงความสงบนิ่งของคำสอนของพระพุทธองค์ อย่างน้อยมันก็ทำให้เราสงบพร้อมกับดื่มด่ำความงามของศิลปะและซึมซาบปรัชญาอันสูงสุดของพระศาสนาผ่านจอโทรทัศน์(แบบ รู้สึกเลยว่า เออ ทำไมนะถึงต้องมีศิลปะ เออศิลปะนี่แหละที่ทำให้ศาสนารุ่งเรืองและทำให้เรา "เข้าถึง"ศาสนาและปรัชญาต่างๆได้ ของพวกนี้แหละที่ทำให้จิตใจของเรา "สูงขึ้น" "กลมกล่่อมขึ้น" แล้วก็"สวยงามขึ้น")

อยากบอกว่ายินดีจริงๆที่มีรายการแบบนี้อยู่ในช่องฟรีของไทย แถมโฆษณาก็น้อย ได้ความรู้อีกต่างหาก เก๋จริงๆ คือที่สำคัญที่สุดนะ มันคือการนำเสนอ "คุณค่า"ของ"มรดก" ที่มันเป็นอะไรที่สุดยอดและน่าหวงแหน(และน่าภาคภูมิใจ)อย่างแท้จริง มันทำให้เรารู้สึกว่า เนี่ยแหละคือของของเรา ของที่บรรพชนของเราได้สร้างสรรค์ไว้ และเราต้องรักษ์ ดูแล และพัฒนาต่อยอดต่อไปเพื่อคงไว้ซึ่ง"ความเป็นไทย"ที่แ้ท้จริง ไม่ใช่แค่ของฉาบฉวยอะไรต่างๆที่ฟังดูแล้วแบบ แค่เนี๊ยหรอ??? ซึ่งจริงๆมันมีอะไรที่มากกว่านั้นมากกกกกกก อย่างน้อยๆนะ มันทำให้เรารู้สึกโคดจะภูมิใจเลยในการที่ได้้เกิดมาในดินแดนแห่งนี้ ดินแดนที่รุ่มรวยไปด้วยศิลปะวัฒนธรรมแห่งหนึ่ง

http://www.thaipbs.or.th/Suvarnabhumi/

 

อย่าลืมดูกันล่ะ ถึงมันชนกะละครแพนเค้กก็เถอะ - -"

จากบลอคที่แล้วที่ไม่มีสาระ โปรโมตอย่างไม่มีประโยชน์ และไม่มีผลตอบรับ มาดูอันนี้กันว่า100เล่มที่ว่ามีอะไรบ้าง

 

โอเค รู้ว่าไม่ชอบอะไรยาวๆ เอาไป50เล่มพอ

1. The Lord of the Rings, JRR Tolkien
2. Pride and Prejudice, Jane Austen
3. His Dark Materials, Philip Pullman
4. The Hitchhiker's Guide to the Galaxy, Douglas Adams
5. Harry Potter and the Goblet of Fire, JK Rowling
6. To Kill a Mockingbird, Harper Lee
7. Winnie the Pooh, AA Milne
8. Nineteen Eighty-Four, George Orwell
9. The Lion, the Witch and the Wardrobe, CS Lewis
10. Jane Eyre, Charlotte Brontë
11. Catch-22, Joseph Heller
12. Wuthering Heights, Emily Brontë
13. Birdsong, Sebastian Faulks
14. Rebecca, Daphne du Maurier
15. The Catcher in the Rye, JD Salinger
16. The Wind in the Willows, Kenneth Grahame
17. Great Expectations, Charles Dickens
18. Little Women, Louisa May Alcott
19. Captain Corelli's Mandolin, Louis de Bernieres
20. War and Peace, Leo Tolstoy
21. Gone with the Wind, Margaret Mitchell
22. Harry Potter And The Philosopher's Stone, JK Rowling
23. Harry Potter And The Chamber Of Secrets, JK Rowling
24. Harry Potter And The Prisoner Of Azkaban, JK Rowling
25. The Hobbit, JRR Tolkien
26. Tess Of The D'Urbervilles, Thomas Hardy
27. Middlemarch, George Eliot
28. A Prayer For Owen Meany, John Irving
29. The Grapes Of Wrath, John Steinbeck
30. Alice's Adventures In Wonderland, Lewis Carroll
31. The Story Of Tracy Beaker, Jacqueline Wilson
32. One Hundred Years Of Solitude, Gabriel García Márquez
33. The Pillars Of The Earth, Ken Follett
34. David Copperfield, Charles Dickens
35. Charlie And The Chocolate Factory, Roald Dahl
36. Treasure Island, Robert Louis Stevenson
37. A Town Like Alice, Nevil Shute
38. Persuasion, Jane Austen
39. Dune, Frank Herbert
40. Emma, Jane Austen
41. Anne Of Green Gables, LM Montgomery
42. Watership Down, Richard Adams
43. The Great Gatsby, F Scott Fitzgerald
44. The Count Of Monte Cristo, Alexandre Dumas
45. Brideshead Revisited, Evelyn Waugh
46. Animal Farm, George Orwell
47. A Christmas Carol, Charles Dickens
48. Far From The Madding Crowd, Thomas Hardy
49. Goodnight Mister Tom, Michelle Magorian
50. The Shell Seekers, Rosamunde Pilcher

ดูรายชื่อหนังสือต่อ

 http://www.bbc.co.uk/arts/bigread/top100.shtml

ต่อจากนี้เป็นการบ่นยาว อ่านแล้วน่าจะไม่สนุก แต่น่าให้ความสนใจและน่าคิด มากกว่าจะมุ่งให้ความเพลิดเพลิน

ทีนี้ เอามานี่ได้ประโยชน์อะไร ง่ายๆ อย่างน้อยก็ได้ผ่านตาชื่อหนังสือหรือนักเขียนที่(เขาว่า)ดี เพิ่มขึ้นอีกตั้งเยอะ กวาดตาแค่แป๊บเดียวก็ขยายพื้นที่ทางปัญญาได้อีกพอสมควร อีกแง่ก็เหมือนกับเป็นการทบทวนตัวเองว่า เอ ที่ฉันเสพย์วรรณกรรมเนี่ย ที่เขาว่าดีดีกันเนี่ย ฉันเคยเสพย์มันมั่งไหมนะ อ่านแล้วเป็นยังไง ชอบไหม ดีอย่างราคาคุยรึเปล่า

มาดูที่ลำดบกันบ้าง ลำดับบอกอะไรเรา ก่อนอื่นขอบอกก่อนว่าลำดับนี้มาจากคนรักหนังสือที่โหวตหนังสือจนเกิดเป็นการจัดลำดับโดยBBC สิ่งที่ถูกสะท้อนออกมาคือ "รสนิยม" การอ่านงานโดยรวมของฝรั่งเขาน่ะครับ การที่โหวตออกมาขนาดนี้ ไม่น่าแปลกใจที่ในอันดับต้นๆจะมีงานbest seller อย่างแฮรี่พ๊อตเตอร์หรือLTOR แต่ที่น่าสนใจ และน่าแปลกใจยิ่งกว่านั้นคือ ในอันดับมีงานวรรณกรรมในระดับวรรณคดีปะปนอยู่มากเหมือนกัน ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นงานที่ได้รับการการันตีว่า "เลอค่า" ในแต่ละยุคสมัย แสดงว่าอะไรครับ มันแสดงว่าในสังคมยุคปัจจุบัน ประชากรของเขายังคง "รู้จัก" และ "เสพย์"  งานชั้นยอดเหล่านี้อยู่ และพวกเขา "โหวต" ซึ่งแปลว่่าพวกเขาเห็นคุณค่าและสามารถซาบซึ้งและเข้าใจสิ่งต่างๆที่อยู่ในตัวอักษรเหล่านั้นได้

เช่นงานของ เจนส์ ออสเทน ที่มาเป็นอันดับ2! งานเก่าแก่และเลอค่าที่โดดเด่นทั้งการใช้ภาษา และคุณค่าในเนื้อหาได้รับการโหวตให้อยู่เหนือแฮรี่พ๊อตเตอร์ !! นอกจากนี้งานสำคัญๆ ตัวแทนของแต่ละสมัยก็โผล่ขึ้นมาเรื่อยๆ 1984 ของเออเวลที่ได้รับการยกย่องให้เป็นต้นแบบของนวนิยายอเมริกันสมัยใหม่  งานนิยายแบบต่างๆของสามพี่น้องตระกูลบรองเต้ ภาพสะท้อนความยากลำบากในยุคตื่นเมืองของดิกเก้น เรื่องยาวเหยียดแต่มันคือการเรียนรู้ความเป็นมนุษย์อย่างสงครามและสันติภาพของ ลีโอ ตอส์ตอย ต้นแบบของงานนวนิยายแบบโกธิคอย่างเค้าท์ มอนเตคริสโต งานเขียนเขียนเปรียบเทียบเสียดสีสังคมอย่างแอนนิมอลฟาร์มบลา บลา บลา

 น่าประทับใจจริงๆ การอ่านงานของสุดยอดปราชญ์ของแต่ละยุค มันคือการ "แหก" โลกทัศน์ของคนอ่านให้ทั้งกว่าง ลึกและละเอียด มันทำให้เราเข้าใจโลก เข้าใจสังคม และเข้าใจมนุษย์มากขึ้น นี่แหละคือประโยชน์ของการเสพย์วรรณกรรมชั้นยอด มันเหมือนกับเราได้เห็นโลกผ่านสายตาของบุคคลที่ยอดเยี่ยมในแต่ละยุคสมัย ได้เข้าใจสิ่งที่พวกเค้าคิิด

ซึึ่งไม่ได้หมายความว่าเมืองไทยด้อยกว่ามากหรืออะไรนะ คนที่เสพย์วรรณกรรมเพื่อนสุนทรียะและการเรียนรู้ยังมีอยู่ แต่นับโดยรวมแล้วถือว่าน้อยมาก มันน่าสนใจนะว่ามันจะเกี่ยวข้องกับภาพรวมของการพัฒนารึเปล่า วรรณกรรมให้อะไรกับผู้เสพย์ ผู้เสพย์ต้องการอะไรจากวรรณกรรม เมืองไทยเวลาว่างนั้นไม่สนใจคำว่าสุนทรียะ(โดยส่วนใหญ่)ไม่สนใจการเสพย์ศิลปะที่มีความล้ำลึก สิ่งที่คนไทยชอบคืออะไรก็ได้ที่ง่ายๆ เร็วๆ ไม่ต้องคิดมาก และเป็นแบบฉบับดั้งเดิม เห็นได้จากละครน้ำเน่า และการผลิตซ้ำของเรื่องราวที่ขาดความลุ่มลึก

สิ่งนี้แตกต่างออกไปในประเทศที่พัฒนาแล้วโดยส่วนใหญ่ ประเด็นการพูดคุยของคนในสังคมคือการสะท้อนถึงสถานะ บทบาท และความคิด รวมไปถึงการศึกษาของแต่ละคน โดยเฉพาะอย่างยิ่น ชนชั้นที่เรียกตัวเองว่า "ชนชั้นกลาง" ถ้าคุณสถาปนาตนว่าเป็นชนชั้นกลาง นั่นหมายความว่าคุณเป็นคนมีการศึกษา มีเงินที่จะใช้ชีวิต และแน่นอนว่าต้องมีรสนิยมในระดับหนึ่ง(และรสนิยมนั้นก็ย้อนมาจากการศึกษาอีกที) ดังนั้นประเด็นในการพูดคุยของชนชั้นกลางในฐานะของแรงผลักสำคัญของสังคมก็จะมีการพูดคุยกัน(และถกเถียง)อย่างกว้างขวางในเรื่องที่เป็นประเด็นต่างๆ ครอบคลุม การเมือง ปรัชญา ประวัติศาสตร์ วรรณกรรม เหตุการณ์ความเป็นไปของสังคม บลา บลา บลา ซึ่งทั้งหมดจะสดงออกถึงระดับความสนใจของคนคนนั้น และมุมมองที่มีต่อสิ่งรอบตัวต่างๆ

ซึ่งน่าคิดว่าในสังคมไทย การพูดประเด็นต่างๆ(ยกเว้นเรื่องการเมือง) แทบจะหาได้ยากมาก ประเด็นการพูดคุยสำคัญ(ซึ่งแสดงถึงความสนใจในอะไรอย่างของคนในสังคม)นั้นส่วนใหญ่อยู่ที่ ละครเรื่องนี้เป็นอย่างไรบ้าง พระเอกหล่อจริง นางเอกตบกับนางร้ายสนุกเหลือเกิน นักแสดง ก ไปมีชู้กับ ข ภาพหลุด นักร้องคนนั้น หนังเรื่องนี้นักแสดงหล่อจัง บลา บลา บลา แน่นอนว่าคนที่สถาปนาตัวเองว่าเป็นชนชั้นกลาง ก็ไม่มีทางที่จะพูดคุยกันเรื่อง "เออ แนวคิดในเรื่องสิทธิสตรีนี่มันยังไงนะ" "ว้าว วรรณกรรมเรื่องนี้สุดยอดเลย" "นี่เธอเคยอ่านบลาๆๆ ไหม ทำไมถึงเสนอแบบนั้นล่ะ เธอว่าไง"

ขอย้ำอีกครั้งว่านี่ไม่ใช่การพูดถึงทุกคน แต่กำลังพูดถึงคนส่วนใหญ่ของประเทศ คนกลุ่มที่ให้ความสนใจกับปรัชญาแนวคิด วรรณกรรม หรือวิทยาศาสตร์(หรืออะไรก็ตามที่มันsophisticatedหน่อย) มันมีน้อยมาก คนที่จะแบบ เฮ้ย นี่งานคุณวินทร์เล่มนี้สุดแล้วเลยนาย อ่านแล้วแบบ ซาบซ่านเห็นถึงภาพการใช้ชีวิต หรือแบบ โอว ใช่เลย งานคุณชาตินี่แหละ อ่านแล้วเราแบบ เห็นอีกมุมของสังคมเลย มันช่างหนอนจริงๆ หรือแบบ นี่เฮ้ย เหตุการณ์นั้นมันเป็นงี๊ๆ เออเหมือนในเรื่อง บลาๆ เลย เนี่ย เป็นเพราะความบีบคั้นทางสังคมชัวร์ ในเรื่องบลาๆ เนี่ยเหมือนกันเลย ฉันว่าชีวิตมันไร้จุดหมายนะนายว่าไง (พอเขียนไปแล้วก็รู้สึกแปลกดี เพราะยกตัวอย่างแบบสุดขั้ว แต่ขอบอกว่าฝรั่งคุยเรื่องพวกนี้แหละ ไม่เชื่อไปลองอ่านดู บริตเจตโจนส์ หรืออะไรก็ตาม ประเด็นการพูดคุยมันเป็นการบ่งบอกสถานะ รสนิยม และการศึกษา เหมือนมันบีบด้วยนะทำนองว่าถ้าคุณบอกว่าคุณมีการศึกษา คุณก็ควรสนใจอะไรแบบนี้ ไม่งั๊นคุณก็เป็นเลเบอร์ เลิกใช้สมองซะ(แบบนี้รึเปล่า มันถึงได้ก้าวไปไว))

น่าคิดนะว่าทำไมคนไทยถึงยี๊กับเรื่องพวกนี้ ชอบบอกว่าฉันทำงานหนัก อยากพักสมอง ดูแต่อะไรที่มันกลวงๆมั่ง ขี้เกียจคิด ขี้เกียจพัฒนาเซลสมอง(มันถึงได้ฝ่อลงทุกวัน?)

ไม่น่าแปลกหรอกที่เค้าจะบอกว่าคนไทยอ่านหนังสือ(ที่มีสาระและสนใจ สาระ)น้อยลงทุกวัน แถมรู้จักสิ่งดีๆที่มนุษย์สร้างสรรค์์ขึ้น น้อยลงทุกวัน

ลอยกระทงแล้ว ก็เขียนเรื่องเข้ากับเทศกาลลอยกระทงเสียหน่อย

 

จริงๆประเด็นนี้ออกจะเชยบ้างแล้ว แต่ก็ยังเห็นเอาข้อมูล(ที่เชย) ไปใช้อยู่ตามเวที หรืองานลอยกระทงต่างๆ

 

ที่มักจะบอกว่า ลอยกระทงมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย

 

แต่จริงๆแล้ว สุโขทัยไม่มีลอยกระทง! ไม่มีนางนพมาศด้วย!

 

มันมีหนังสือโดยตรงคือ หนังสือของคุณสุจิตติ์ วงเทศ ไม่มีนางนพมาศ ไม่มีลอยกระทงในสมัยสุโขทัย

แต่ไม่เคยอ่าน

เท่าที่เคยได้ยินมา ลอยกระทง มีหลักฐานมาจากตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์หรือตำรับนางนพมาศ ที่"เคย"เชื่อกันว่าเป็นงานวรรณกรรมสมัยสุโขทัย (เอ หรือจะมีในสุภาษิตพระร่วง ซึ่งก็ "เคย" เชื่อว่าเป็นงานสุโขทัยเหมือนกัน) ดังนั้นพอพิสูจน์กันไปๆมาๆ จนกลายเป็นว่าวรรณคดีสุโขทัยสองเรื่องนี้ "ไม่ใช่" งานโบราณในสมัยสุโขทัยชัวร์ โดยดูจากสำนวนภาษา เทียบกับงานอื่นๆในยุค เช่นจารึกหรือไตรภูมิพระร่วง(อย่างเหมือนสมัยนี้ สำนวนภาษาที่เราเขียนมันก็ไม่เหมือนกับสำนวนภาษาในรุ่นแม่เราเขียน หรือแค่ย้อนไปเทียบกับสำนวนภาษาในสมัยรัชกาลที่5ก็ยิ่งไม่เหมือน แล้วนี่เป็นร้อยๆปีย่อมเปรียบเทียบได้ และนักวรรณคดีก็มีหน้าที่ในการแยกแยะสมัยด้วยตัวบทนี่แล) อีกอย่างคือเนื้อหามีแพลมๆ ที่จำได้ดีมากคือในตำรับนางนพมาศมีพูดถึงฝรั่งหัวทองที่มาจากอเมริกาด้วย ซึ่งเวลามันผิดกัน ถ้าแต่งในสมัยสุโขทัย อเมริกายังไม่เกิดเลย

 

อีกประเด็นนี่ยังไม่ชัวร์ แต่คำว่าตำแหน่งท้าวศรีจุฬาลักษณ์นี่มีจริงในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น คือเป็นสนมลำดับที่สามหรือไงเนี่ย

ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่น่าคิดนะว่าวัฒนธรรมการประกวดนางนพมาศเนี่ย มันเหมาะรึเปล่า เพราะกำลังประกวดเพื่อชิงตำแหน่ง"สนม"ของพระเจ้าแผ่นดินกันอยู่นี่นา

น่าสนใจ

 ดังนั้น วัฒนธรรมการลอยกระทงมาจากไหน ถ้ามองในเชิงภูมิศาสตร์และลักษณะของประเพณีลอยกระทงแล้วก็ยิ่งเข้าทางว่าสุโขทัยไม่มีลอยกระทงหรอก มีแต่เผาเทียนเล่นไฟ เพราะลอยกระทงเป็นวัฒนธรรมที่จะเกิดขึ้นกับแม่น้ำ แน่ล่ะลอยกระทงต้องไปลอยที่้น้ำไหลสิ ลอยในที่ที่เป็นน้ำนิ่ง ถึงเวลากระทงก็เน่าหมด สมัยก่อนใครจะมานั่งเก็บ แถมในสุโขทัยมีทำนบอยู่อันนึงชื่อสรีดภงค์ หรือที่เราเรียกว่า "ทำนบพระร่วง" อยู่อันเดียว แถมเป็นน้ำเอาไว้ใช้ในพระนคร "น้ำนั้นใสดังน้ำโขงเมื่อแล้ง" ถ้าพ่อขุนรามทรงให้เอากระทงไปลอย มีหวังน้ำกินน้ำใช้คงเน่าหมด เพราะสมัยก่อนคงไม่มีผู้ว่าดูแลเทศบาลให้คอยช้อนกระทงเป็นอีกอาชีพเหมือนทุกวันนี้

กลับมาที่ลอยกระทงมาจากไหน ถ้าดูไปวัฒนธรรมการนำอะไรซักอย่างมาลอยในน้ำเนี่ยทางตะวันออกของเราก็มีเป็นวัฒนธรรมร่วมกันทั้งนั้น (ในพื้นที่ที่มีน้ำไหลอย่างแม่น้ำ ดูคงคาเป็นต้น ลอยมันทุกอย่าง ศพเอย อะไรเอย ลอยเสร็จอาบ กิน สุดยอดจริงๆ) เท่าที่เคยทราบมา แต่เดิมนั้นประเพณีลอยกระทง ลอยเพื่อบูชาพระพุทธเจ้า บูชารอยพระพุทธบาท สรุปว่าตอนแรกลอยกระทงก็มาจากการบูชาพระพุทธเจ้านั่นแหละ อืม ก็น่าจะจริง แล้วมาพัฒนาเป็นขอขมาแม่คงคาทีหลัง เพราะจริงๆจะขอขมาที่ทำน้ำเสีย โดยการเอาอะไรต่อมิอะไรไปลอยในน้ำก็แปลก ๆ(ลงมือเขียนแล้วก็ลืม ทั้งๆที่เคยได้ยินมาแล้ว พอไปเปิดดูก็จำไม่ได้ว่าไปจดไว้ไหน- -" ถ้าหาเจอจะมาแก้ไข จำได้คร่าวๆว่าเกี่ยวกับกรณีที่แม่พระธรณีบีบมวยผมเป็นน้ำำออกมาขจัดพญามารที่มาก่อกวนพระพุทธองค์)

 

สรุป เอนทรี่นี้ไม่มีอะไีรมาก แค่จะบอกว่าถ้าไปเจอตามงานบอกว่า ร่วมสืบสานประเพณี บลาๆๆ ที่มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย บลาๆๆ็ใหเบะปากแล้วมุบมิบว่า เค้าเลิกเชื่อไปตั้งนานแล้วย่ะว่าลอยกระทงมีมาตั้งแต่สุโขทัย แต่เผาเทียนเล่นไฟน่ะมี(เพราะมีโผล่ในจารึก) ชิ แถมตำรับนางนพมาศก็เป็นfictionที่แต่งใหม่ในสมัยหลังชัวร์(เกริ่นเนื้อหาของตำรับนางนพมาศมันก็มีเนื้อหาโดยรวมที่สมัยใหม่มากๆ เพราะนางนพมาศเป็นคนเล่า และพูดถึงผู้หญิงที่มีความสามารถและมีการศึกษา ฮ๊ะ แนวคิดแบบนี้มันสมัยใหม่ม่อกๆ)

edit @ 30 Oct 2009 17:54:33 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

What A Pug!

posted on 28 Oct 2009 21:05 by vaaaan

 

 

 

 

 เขาล่ะ!

 ปล รูปไม่ได้วาดเอง แต่เจ้าของเจ้าปั๊กนี่เอามาให้ รู้สึกว่าน่ารักดี

 

ช่วงนี้ของสารภาพ ว่าขี้เกียจเขียนอะไรที่ยาวๆ (ตามคอนเซ็ปที่จะเขียนเรื่องหนังสือและวรรณกรรม) เพราะเอื่อยๆจัง เขียนแต่ละทีก็เหนื่อยๆ(ใช้พลังเยอะอยู่ เพราะต้องเอาข้อมูลเครียดๆมาเสนอแบบหนุกๆ) (แต่จริงๆเปล่าหรอก ขี้เกียจตังหาก จะเห็นได้ว่าentryที่ไปหามา+ไม่ต้องเรียบเรียงเขียนเองมีหลายอันช่วงนี้)

Please Leave A Comment,It doesn't waste your time as much but it will please me as well. free counters