จริงๆเราลองเขียนลงที่มีเดี้ยม
ตอนนี้พยายามลงที่mediumอย่างสม่ำเสมอครับ
และทวิตเตอร์ในชื่อเดียวกัน
 
มันมีอิดิตหลายที รบกวนตามไปอ่านในมีเดียมนะครับ

edit @ 13 Jul 2013 21:28:26 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

edit @ 13 Jul 2013 21:29:19 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

แผงนิตยสาร

posted on 14 Feb 2012 19:23 by vaaaan directory Knowledge
การหยุดดูปกนิตยสารในร้านสะดวกซื้อเป็นกิจกรรมก่อนกลับบ้านที่สนุกดี
 
วันนี้ผมก็แวะเข้าไปในร้านสะดวกซื้อตามเคย จริงๆเหตุผลหลักคือการเข้าไปรับแอร์เย็นๆและเตร่ดูนู่นดูนี่ รวมถึงดูปกหนังสือต่างๆ น้อยครั้งมากที่จะซื้ออะไร นอกจากจะลดราคาเป็นพิเศษ
 
กลับมาที่เรื่องปก ที่แผงมีหนังสือสองอันวางคู่กัน เล่มซ้ายเป็นภาพผู้หญิงจำนวนมากในชุดชั้นในพร้อมพาดตัวอักษรว่า "ยอมอายเพื่อแบรนด์เนม" และโปรยที่ด้านล่างว่า "วัฒนธรรมที่ลดทอนความเป็นมนุษย์" ส่วนเล่มข้างๆเป็นนิตยสารซุบซิบดารา (จริงๆพูดแค่นี้คงนึกภาพออกว่ามีอะไรอยู่บนปก) จำไม่ได้ว่าพาดตัวอักษรว่าอะไร แต่มีภาพดาราสาวมีชื่อคนหนึ่งในชุดที่เผยเนื้อหนังไม่แพ้กับปกนิตยสารก่อนหน้าที่ว่าไป และภาพกรอบเล็กก็เป็นดาราอีกคนในท่าพิลึกๆออกแนวปลุกเร้าหัวใจ ซึ่งชุดที่สวมใส่ก็เปิดเปลือยตามการโพสท่า นับว่าโชคดีที่ไม่มีภาพซูมใต้กระโปรง หวอหลุด นมโผล่อย่างที่นักข่าว/นิตยสารพวกนี้ถือเป็นสรณะ จึงอาจพูดได้ว่าปกนิตยสารซุบซิบวันนี้นับว่าเบาอยู่เหมือนกัน แต่คำถามคือ คิดว่าปกหนังสือสองเล่มนี้กำลังสนทนากันอยู่ึเปล่า?
 
ตอนเดินกลับก็คิดไปหลายๆอย่าง โดยเฉพาะในแง่นึง ถ้าหนังสือหัวนึงบอกว่าการกระทำแบบนี้ คือการเปิดเปลือย(หรืิอใช้)ร่ายกายเพื่อแลกกับสินค้าของข้าวของอะไรบางอย่างที่มีมูลค่า(ในแง่ใดก็ตาม) จะว่าไปสิ่งที่ดารานักแสดงบางคนทำมันก็คืออย่างเดียวกันไม่ใช่หรอ คำถามคือ ทำไมสื่อกระแสหลักไม่เห็นวิพากษ์์สถาบันดารานักแสดงเลย แต่พอคนธรรมดาเปิดเรือนร่างเพื่อเข้าไปเอาของแบรนด์เนมฟรีกลับประณามด้วยมองเห็นว่าเป็นการลดค่าความเป็นมนุษย์ลงเพื่อวัตถุ ยิ่งไปกว่านั้น สื่อเองนั่นแหละชอบที่จะถ่ายภาพเรือนร่างของนักแสดง(ไม่ว่าดารานางแบบนั้นจะจงใจโชว์หรือไม่ก็ตามที)เอามานำเสนอเสียด้วยซ้ำ แบบนี้ก็น่าคิดว่าคนที่ถูกนำเสนอกับคนที่เลือกนำเสนอ(รวมทั้งผู้เสพย์ด้วย) อันไหนจะมี "ความเป็นมนุษย์" ที่ลดน้อยด้อยกว่ากัน
 
สิ่งที่น่าคิดคือบางทีถ้ามันมีพื้นที่ให้ทำนมหก ทำหกแล้วดัง เป็นที่สนใจ หรือมีพื้นที่ที่เปลือยแล้วได้ตัง-ได้ของ เสร็จแล้วพื้นที่นั้นก็ขายได้ เลยวนกลับเป็นวงจรอุบาทว์ ในแง่นึงควรจะตั้งคำถามกับตัวพื้นที่หรือคนที่มีส่วนร่วมมากกว่ากัน หรือเท่ากัน ลองไปดูสิ แม้แต่เล่มที่วิพากษ์ว่าความเป็นมนุษย์ลดต่ำลงก็นิยมภาพxxของดาราอยู่ดี มือถือสากปากถือศีล จริงๆควรวิพากษ์พวกมือถือสากนี่แหละ การที่จะยืนแล้วชี้บอกว่า "ไอ้การกระทำแบบนี้มันคือการทำให้ความเป็นมนุษย์ต่ำลง" ในที่สุดมันเป็นทั้งอหังการและการ"ขว้างงูไม่พ้นคอ" เพราะทุกอย่างมันก็แลกเพื่อวัตถุ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง สื่อเองก็ขายตัว(ทั้งในเชิงขายตัวเองและขายภาพเรือนร่างเพื่อค่าโฆษณาและยอดขายไม่ใช่หรือ)
 
ซึ่งมันก็ส่งผลต่อว่าว่าทำไมต้องมีsectionที่เกี่ยวกับดาราโดยเฉพาะไม่ว่าจะทางทีวีหรือบนแผงหนังสือ บางทีผมก็ไม่เ้ข้าใจเลยจริงๆว่าเรื่องของดารามันจะมีผลกระทบอะไรกับชีวิตเราจนขนาดนั้น?
 
 

edit @ 14 Feb 2012 20:05:26 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

ฮืม จริงๆไม่ควรพาดหัวแบบนี้สินะ เพราะดูรุนแรงไปหน่อย แต่ก็จริง
 
จริงๆเอนทรี่นี้(ซึ่งนานมากกว่าจะกลับมาเขียน) อยากจะมาบอกว่า ทำไมการอ่านในไทยถึงไม่ประสบผลสำเร็จ ทำไมเด็กไทยถึงไม่ชอบอ่านหนังสือ และทำไมวรรณคดีไทยถึงดูน่าเบื่อนัก ซึ่งทั้งหมด ครูภาษาไทยและหลักสูตรการเรียนการสอนภาษาไทย รวมทั้งกระทรวงวัฒนธรรมสามารถบอกได้ และผมจะมาบอกว่า"ไม่จริง"(ในทุกระดับ)พร้อมสถาปนาอำนาจใหม่ในการอ่านกัน โอเค๊
 
คำถามของผมก็คือ เวลาที่เราพูดถึงคำ่ว่าวรรณคดีหรือวรรณกรรมไทย โดยเมื่อแรกเริ่มที่งานพวกนี้ถูกแนะนำให้กับเรา คือในห้องเรียนวิชาภาษาไทยใช่มั้ยครับ และมักจะมากับคุณครูสมศรีหรืออะไรก็แล้วแต่ ดังนั้นในระดับนึง การอ่านวรรณคดีไทย(ซึ่งผมเชื่อว่ามันจะกลายเป็นคำว่า"วรรณกรรม"ในเวลาต่อๆมา) มันมาพร้อมกับความคร่ำคร่า เข้มงวด น่าเบื่อ และอยู่บนหิ้ง การอ่านวรรณกรรมคือการพยายามยกระดับจิตใจของตัวเอง มีการอ่านที่ถูกต้องหนึ่งเดียวตามหลักสูตรบอก ห้ามอ่านนอกแถวนอกแนว และห้ามยวนห้ามตั้งคำถาม ทุกอย่างที่คุณทำได้คือการท่องๆๆๆๆแล้วตอบให้เหมือนกับสิ่งที่ครูบอก
 
อีกอย่างวรรณกรรมถูกมองว่าเป็นภาพสะท้อนสังคม ถูกมองว่าเป็นเครื่องสอน"จรรโลงสังคม" วรรณกรรมต้องให้ไม่อย่างใดก็อย่างนึงระหว่างกับสอนและการสะท้อนภาพ ซึ่งทั้งหมดแล้วผมคิดว่าคงจะนิยามได้สั้นๆว่า "น่าเบื่อ" ใครจะอยากไปแสวงหาความจริงในยุคหนึ่งหรือแสวงหาการจรรโลงใจอะไรกันตลอดเวลา ดังนั้นเอง วรรณกรรมจึงถูกโยนทิ้งเมื่อหมดคาบ หรือเมื่อไม่มีกรอบมาบังคับให้เราต้องอ่าน วรรณกรรมจึงเป็นสิ่งน่าเบื่ออันดับต้นๆและควรอยู่ให้ห่างๆ ประดิษฐานไว้บนชั้นเงียบๆมืดๆแหละดีแล้ว
 
ทั้งหมดคือกรอบคิด และผลของมันที่ผมเชื่อว่าส่วนนึงทำให้คนเกลียดการอ่านไปเลย ยิ่งไปกว่านั้น การเรียนการสอนแบบนี้ยังเป็นการกดเด็กไว้กับกรอบอะไรซักอย่าง ปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ แล้วถึงเวลาจะมานั่งบ่นทำไมว่าเด็กไทยไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ไม่ชอบอ่านหนังสือ ในเมื่อการหล่อหลอมองค์ความรู้ให้เด็กเต็มไปด้วยกรอบแบบนี้
 
ที่ผมอยากจะบอกคือ ทุกอย่างในกระบวนการสอนหรือกรอบคิดที่ว่ามันไม่จริงเลยซักนิด การอ่านนั้นไม่มีการอ่านที่ถูกต้องที่สุดที่จะมากำกับการอ่าน-การตีความอะไรแต่อย่างใด อำนาจของการตีความหรือให้ความหมายกับตัวบทมันขึ้นอยู่กับเราผู้อ่านล้วนๆ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตำราหรือไม่ได้เกี่ยวกับเจตนา/ความตั้งใจของผู้แต่งด้วยซ้ำ แต่ผมก็เข้าใจว่ามันคือภารกิจของการให้การศึกษา เพราะเด็กอาจจะยังไม่มีพื้นฐานในการที่จะอ่านและเห็นอะไรมากเท่าไหร่นัก แต่บางทีเด็กก็เห็นอะไรมากกว่าผู้ใหญ่หรือครู
 
สิ่งที่สำคัญคือต้องเปิดโอกาสให้เด็กแสดงความคิดเห็นกับตัวบทบ้างโดยสิ่งที่ครูทำได้คือต้องตะล่อมเรื่องความคิด ซึ่งมันไม่น่าจะเกิดขึ้นเพราะเรื่องอำนาจของครู การที่ครูจะยอมรับฟังเด็ก ในระดับนึงมันคือการให้อำนาจเด็กในการคิดซึ่งย้อนกลับไปมันคือChild Centerนั่นแหละ ซึ่งครูไทยอาจจะยังทำใจไม่ได้ที่จะรับฟังความคิดเห็นของเด็กน้อย ซึ่งถ้าครูยอมรับฟังแล้วมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กผมคิดว่าจะมีประโยชน์งอกเงยในหลายแง่มาก เพราะ1 เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กกล้าแสดงความคิดและกระตุ้นให้เด็กคิด2 เป็นการบริหารทักษะการคิดอย่างเป็นระบบให้เด็ก รวมทั้งการใช้เหตุผล การประมวลความคิด และการโต้แย้งที่เหมาะสม 3 ทำให้บรรยาการของการเรียนมีdynamic มีการแลกเปลี่ยนความคิดซึ่งกันและกัน ไม่ได้เป็นการสื่อสารทางเดียว
 
จริงๆกะจะเขียนเรื่องสบายๆนะแต่ทำไมดูเครียดจัง แต่ผมอยากจะพูดจริงๆว่าในแง่นึงการเรียนการสอนแบบนั้นมันคือเผด็จการทางความคิดอย่างนึง
 
ผมพูดเรื่องอำนาจการตีความของเราไปแล้ว ซึ่งมันก็โยงกับสถานะของวรรณกรรมนะ อย่างวรรณคดีมันสูงส่งแตะต้องไม่ได้ ซึ่งก็เลยไม่ถูกแตะต้องนานจนฝุ่นจับ ถามว่าการที่เราบอกว่าวรรณคดีไทยสูงส่งมันคือการตีความอย่างนึงใช่มะ และมันก็เป็นการตีความที่ถูกทำให้แตะต้องไ่ม่ได้เพราะว่ามันถูกที่สุด ซึ่งมันไม่มีหรอก อย่างที่บอกไปแล้ว
 
อย่างนึงที่ผมอยากจะบอกคือ ผมไม่ได้มาบอกว่างานวรรณคดีมันไม่มีคุณค่านะ แต่ที่แน่ๆคือมันไม่ใช่แค่กระจกสะท้อนสังคมและไม่ใช่เครื่องยกระดับจิตใจอย่างที่เข้าๆใจกัน ซึ่งการอธิบายวรรณกรรมมันไม่ได้มีชุดเดียวว่าสูงค่า เลอลอย ดีงามอย่างที่เราจะเห็นภาพวรรณคดีเล่มหนา(ที่อยู่ไกลๆ) คือรู้ว่าดี แต่จะดีกว่าคืออย่ามายุ่งกะฉัน ดังนั้น ผมจะลองยกวรรณกรรมขึ้นมาดูแล้วส่องมันในมุมต่างๆ ดูว่าจะเป็นยังไง
 
เช่น ลิลิตพระลอ ถ้าผมถามว่า เรื่องนี้มันเป็นยังไง มันดียังไง ก็จะต้องตอบว่า แต่งไพเราะป่ะ ตรงเนื้อเรื่องนี้จะบอกว่ายังไงดี เนื้อเรื่องสนุกสนานชวนติดตามป่ะ ไม่แน่ใจนะ(หมายถึงว่าชุดความคิดของเราที่มีต่องานวรรณคดีมันจะมีคำอธิบายเดียว ตามที่ตำราวรรณคดีวิจักษ์บอกมา ทำให้เราคิดนอกแบบไม่ได้)
 
แต่ถ้าผมบอกว่า ลองมองดูสิว่าโดยเนื้อแท้เรื่องนี้มันพูดถึงอะไร(ลองคิดนอกแบบดู ปาวรรณคดีวิจักษ์ทิ้งไป) ในระดับนึงมันคือ"ความรัก"ใช่มะ แต่ถ้ามองลงไปอีก มันคือ "ความปรารถนา" ใช่รึเปล่า ยิ่งไปกว่านั้นมันคือความปรารถนาของผู้หญิง(สองคนด้วยนะ)ที่มีต่ิอผู้ชายคนนึงที่ไม่เคยเห็นแม้แต่หน้านะ แล้วถามว่าแบบนี้เป็นเครื่องสะท้อนสังคมหรอ? ไม่ใช่เลย มันเป็นมากกว่านั้น แล้วถามว่ามันกำลังพยายามสอนอะไรเราหรอ การที่ผู้หญิง(ไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดาด้วยนะ เป็นเจ้าหญิง!)อยากได้ผู้ชายจนทำเสน่ห์ใส่เนี่ย มันสอนอะไร แล้วทั้งเรื่องนะมันเต็มไปด้วยตัณหา เต็มไปด้วยsexนะจะบอกให้ แล้วลองนึกภาพสิว่า พระเพื่อนพระแพงเป็นฝาแฝดกัน มีsex sceneด้วยนะ เป็น3somesแชร์ผู้ชายคนเดียวกันแบบcinematicมาก มีคำแบบ "สนุกน้ำสนุกบก" อะ ลองอ่านคำนี้ดูดิ ผมว่าแค่คำว่าสนุกน้ำสนุกบกมันเห็นภาพแบบ หูยยยยยย ลากถูกไปทางโน้นทีทางนี้ทีเลยนะ แล้วยิ่งไปกว่านั้นพอ เอ็กโอสามเหลี่ยมกันเรียบร้อยนี่เพิ่งจะมารู้ชื่อกันคิดดู! (ถ้าใครจำเรื่องไม่ได้ คือมีการนัดแนะให้พระลอมาเจอพระเพื่อนพระแพงในสวน พอมาเจอปุ๊บก็xoสามเหลี่ยมกันทันที พอเสร็จถึงรู้เรื่องว่าใครเป็นใคร เก๋มะ เ๋ก๋จะตาย ซึ่งจริงๆเก๋๋กว่านี้นะเพราะระดับข้ารับใช้ของทั้งสองคนอ่ะ คือฝ่ายหญิงก็มีข้ารับใช้เป็นนางรื่นนางโรย ฝ่ายชายชื่อนายแก้วนายขวัญ สี่คนนี้ก็สวิงกิ้งกันเองด้วย!)
 
แล้วแบบนี้ต้องถามกระทรวงศึกษาว่า "สอน"ดีมะ
ยังนะ ถ้ายังไม่สาใจ ผมขอเสนออีกเรื่องคือ ขุนช้างขุนแผน เราคงจำได้ว่าจะมีตอนที่ขุนแผนเป็นพลายแก้ว บวชอยู่ใช่มะ แล้วนางพิมเห็นแล้วก็ อะฮั๊ง เลยปลดสไบไปติดกัณฑ์เทศน์ เรารู้แค่นีเแล้วก็จบ แต่ลองตั้งคำถามสิว่า ถ้ามันเป็นชีวิตจริงนะขุนแผนลงหน้าหนึ่งไทยรัฐไปแล้ว นางพิมก็ต้องถูกประนามถูกมะเพราะไปหลงเอาพระอ่ะ! แล้วตอนต่อจากนั้น พอตกค่ำขุนแผนปลดจีวรแล้วมาเจอนางพิมที่ไร่ฝ้าย!!! (ถ้าอ่านในขนบจะได้ภาพแบบนึง ถ้าผมอ้างกับไทยรัฐมันก็จะได้ภาพ ได้ความหมายอีกชุดนึงใช่มั้ยครับ นี่ไงการตีความที่อิงกับบริบท ชุดความหมายต่างๆที่ผมบอกแล้วว่ามันขึ้นกับเราเอง)
ขุนช้างแผนนี่มีอีกนะครับ ถ้าเราเอาจิตวิทยาไปอ่านซึ่งมีคนทำแล้ว แล้ววงวรรณกรรมไทยแทบแตก คือออกมาประกาศว่า "ขุนแผนเป็นซาดิสซึ่ม" และ"นางพิมเป็นมาโซคิส" ซึ่งคนวิจัยก็ยกตัวอย่างมาให้เห็นว่าขุนแผนมีความสุขเวลามีเซ็กส์ด้วยความรุนแรงและนางพิมก็มีความสุขจากการถูกกระทำนั้น ซึ่งสรุปรวมแล้วนี่ตูอ่านสุนทรียะในความสัมพันธ์ของpychoticอยู่นี่หว่า! (ต้องย้ำว่าไม่ได้แปลว่างานไม่มีคุณค่านะ แต่ถ้าเราอ่านดูดีๆมันอาจแสดงถึงนี่ไงความเป็นมนุษย์อ่ะ เหมือนการไปอ่านHamletของเชคสเปียร์ว่าฮีมีปมอีดีปัส(ปมที่อยากฆ่าพ่อแล้วแต่งงานกับแม่ตัวเอง))
 
ไหนๆก็พูดเรื่องsexแล้ว จริงๆสังคมเราพยายามห้ามนะ แต่ถ้ามองย้อนไปในวรรณคดีไทย เรื่องsexเยอะมาก ไหนล่ะศีลธรรมที่กระทรวงวัฒนธรรมอ้าง ผมอยากพูดถึงอันนึงอ่ะ ซึ่งผมคิดว่าเป็นที่มาของคำว่า"ถูกฟัน"ในแง่ทางเพศรึเปล่าคือ สมุทรโฆษคำฉันท์ มันจะมีเรื่องอุ้มสม ไอ้อุ้มสมเนี่ยเป็นelementที่เก๋มากเลยคือเทวดาอุ้มตัวละครไปมีsexกันอ่ะว่าง่ายๆ แล้วก็เป็นone night standนะถ้าพูดด้วยภาษาสมัยใหม่ บางทีตื่นมายังแบบงงๆว่ามีsexไปจริงป่าวฟะ ต้องมีการทบทวนด้วยแล้วหาอะไรมายืนยันว่าฉัน"โดน"แล้วจริงๆนะ อย่างในสมุทรโฆษสิ่งที่บอกว่า"โดน"แล้วจริงๆคือ "รอยฟัน" ตอนนี้ผมให้อำนาจในการตีความแล้วนะ ลองคิดดูดิว่า แค่บอกว่ามีรอยฟันเกิดขึ้นบนผิวเนื้อนางเนี่ยมัน โอ้โห Eroticมากนะ ว่ามันทำกันอีท่าไหนฟะ มีขบมีข่วนด้วย เห็นภาพจริงๆแล้ว จันดารายังอาย
 
นี่อ่านมาตั้งนาน ตกลงผมตอบประเด็นป่ะว่าการอ่านมันทำได้ แล้วมันอ่านได้เยอะ อ่านได้สนุก แล้วบางทีมันอาจจะไปไกลกว่านั้นนะ เช่นตั้งคำถามเรื่องชนชั้น เพศ ความไม่เท่าเทียม อะไรได้ไกลกว่าความงาม จรรโลง ความหมายในตัวบทจริงๆเราเป็นคนใส่ได้ (แต่ไม่ใช่ แบร๊ๆๆๆๆ บ้าบอคอแตกนะ) แล้วเห็นป่ะว่าวรรณคดีไทยไม่ได้มีแค่บนหิ้ง เอาล่ะ อยากจะอ่านวรรณกรรมกันอีกทียัง?

edit @ 3 Feb 2012 00:47:47 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

edit @ 3 Feb 2012 10:00:51 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

ฮ่าๆๆ แค่ชื่อบลอคก็ชวนให้ขำแล้วใช่มั้ยครับ ว่าอีตานี่จะพูดเรื่องอะไรเกี่ยวกะจู๋เจ๋อเทเลทับบี้ คือยังงี๊ครับต้องทำความเข้าใจก่อนว่าบทความนี้อ่านเอาสาระได้แค่ครึ่งเดียว ที่เหลืออ่านเอาขำๆเพราะคิดขึ้นมาแบบบ้าๆ เพราะเอาทฤษฎีจิตวิเคราะห์แบบลากองมาจับเทเลทับบี้เล่นๆ โดยเกริ่นสั้นๆว่าพวกจิตวิเคราะห์เนี่ย(ถ้าใครเคยรู้จักซิกมุนต์ฟอยด์)จะ เน้นพัฒนาการของเด็กมากๆ โดยลากองเนี่ยเค้าจะเน้นอธิบายว่าเด็กมันเกิดความรู้สึกรับรู้เรื่องตัวตน ยังไง แล้วทั้งหมดนี้มันก็จะวนเวียนอยู่กะเรื่องเพศ(แต่ไม่มากและขัดหูเท่าฟอยด์) สำหรับใครที่ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องจิตวิเคราะห์ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าพวกนี้ พยายามอธิบายกระบวนการของจิตมากกว่าที่เราจะรู้ตัวนะครับ ดังนั้นบางครั้งจู๋เจ๋อที่ว่าเนี่ยมันจะไม่ได้หมายถึงจู๋เป็นอันๆ(penis) จริงๆ แต่จะใช้คำว่าphallusแทน คือมันเป็นสัญญะถึงจู๋(อวัยวะเพศชาย)นั่นแหละแต่มีความหมายต่างๆโยงมาด้วย เช่นอำนาจของพ่อ การถูกตอน(castration) ซึ่งจะอธิบายต่อไปว่าแล้วมันเกี่ยวกับเทเลทับบี้ยังไงนอกจากเทเลทับบี้มัน เกี่ยวกะเด็ก จริงๆมันซับซ้อนกว่านั้นครับ
 
อ้อ สิ่งที่ต้องออกตัวอีกอย่างคือทฤษฎีนี้ค่อนข้างจะพูดในแง่ของผู้ชายเป็นหลัก นะครับ(คืออธิบายโดยใช้ผู้ชายเป็นหลักแล้วเอาผู้หญิงไปโยงไว้กับผู้ชาย หรือจู๋นั่นแหละ) สำหรับคุณผู้หญิงอ่านๆแล้วอาจจะอารมณ์บูดได้ แต่ในทางทฤษฎีเขาก็อธิบายว่าี่นี่แหละเพราะคุณอยู่ในโลกของผู้ชายเป็นใหญ่()
 
 
ดังนั้นจะขอพูดสั้นๆเรื่องลากองนะครับ โดยลากองบอกว่าเด็กเนี่ยพอออกมาแล้วระยะแรกคือระยะที่ใกล้The realมากที่สุดคือระยะที่เป็นอันหนึ่งอันกับแม่ รู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าของแม่(และเต้านมที่ตัวเองดูดอยู่) พอระยะต่อมาเริ่มโตแม่ก็เริ่มถูกแชร์โดยพ่อ เด็กก็เริ่มเตาะแตะไปเรื่อยจนกระทั่งเกิดการรู้จักตัวเอง(recognition)ตัว เองผ่านกระจกที่เรียกว่าMirror Stage ซึ่งจริงๆแล้วเป็นการสำคัญผิด(misrecognition)ด้วยเพราะเป็นการรู้จัก ภาพ(image)ของตัวเองไม่ใช่ตัวเอง(self)จริงๆ ซึ่งความผิดพลาดตรงนี้ก่อให้เกิดความแปลกแยกคือ 1 ตัวเด็กเองอึดอัดเพราะว่าบงการร่างกายไม่ได้ตามที่ต้องการเหมือนกับภาพที่ สมบูรณ์ในกระจก 2 เกิดความหลงไหล(narcissism)ในภาพสะท้อนที่สมบูรณ์แบบ(คือเห็นทั้งตัว แต่ตัวเองกลับไม่สามารถที่จะควบคุมร่างกายได้ดังใจ) โดยไอ้ภาพสะท้อนเนี่ยมันเลยกลายเป็นตัวตนอีกคนที่มีความเป็นอุดมคติของตัว เราเองหรือที่เรียกว่าEgo Ideal ซึ่งไอ้การสะท้อนภาพเนี่ยมันไม่ได้จำกัดแค่กระจกแต่เป็นอะำไรก็ได้ที่เป็น แผ่นๆกระทั่งหน้าพ่อแม่ที่มาอยู่ตรงหน้าเด็กก็เช่นกัน ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงเอาตัวเองไปใส่พระเอกในหนัง ก็เพราะว่าฉากหรือscreenของหนังมันก็เหมือนกับMirrorในMirror Stageแล้วพวกดาราก็คือEgo Idealของเรานั่นแหละ
ต้องอย่าลืมนะครับว่าในกระบวนการทั้งหมดเด็กมีความสัมพันธ์กับแม่อย่าง ลึกซึ้ง แล้วก็รู้สึกว่าพ่อนี่แหละเป็นคนที่แย่งแม่ไปจากตัว ทีนี้จึงไปสู่ขั้นต่อไปคือขั้นSymbolic ขั้นนี้เกิดขึ้นเมื่อพ่อประกาศกฏกับลูกว่าโอเค ลูกจะไม่ได้แม่ไปตลอดนะ(เวลาที่เด็กงอแง) ดังนั้นพ่อจึงเป็นตัวแทนของกฏเกณฑ์ต่างๆ(Father's Law)และพรากแม่ออกจากตัวเองอย่างเป็นทางการ ซึ่งเด็กก็จะรับรู้ถึงอำนาจของพ่อตรงนี้และเริ่มสงสัยว่าทำไมพ่อถึงได้ แม่(ฟังดูincestนะครับแต่ในทางจิตวิทยาเค้าอธิบายอย่างนี้จริงๆ) เด็กจึงมองเรือนร่างของผู้หญิงและผู้ชายแล้วก็ตระหนักได้ว่า อ้อ เพราะว่าพ่อมีจู๋แล้วแม่ไม่มีนี่เองจึงได้ได้แม่ไป(ตอนแรกนี่อาจจะหมาย ถึงpenisจริงๆต่อๆมาจะเรียกว่าphallusคือสัญลักษณ์แทนจู๋อันนั้นโดยมีนัยถึงอำนาจกับความซับซ้อนของจิตใจที่ก่อร่างตามมา) ดังนั้นปมเพศที่เกิดขึ้นคือความกลัวที่จะถูกตอน(castration)คือกลัวพ่อจะมา ทำให้ตัวเองเหมือนแม่แล้วก็ไปรวมกะแม่(และน้องสาว)ซะ ไอ้ความกลัวตรงนี้แหละที่มันฝังใจและก่อให้เกิดความปรารถนาต่างๆที่ขับ เคลื่อนเราให้ไขว้คว้าหาอะไรบางอย่างมาเพื่อทดแทนไอ้Phallusอันนี้เพื่อยืน ยันถึงอำนาจที่ตัวเองอยากได้(ไอ้ความคิดที่จะincestกับแม่มันก็จะพัฒนาจนหาย ไปนะครับ ซึ่งถ้ามันไม่พัฒนาก็จะเกิดปัญหาในบุคลิกภาพ) ซึ่งไอ้การไขว้คว้าเนี่ยมันก็คือแรงผลักหลักในการใช้ชีวิตของเราตามคำอธิบาย ของลากอง(ที่มีจุดกำเนิดจริงๆจากปมเพศ) ดังนั้นลากองเลยบอกว่าทำไมเราถึงหาอะไรไม่สิ้นสุดเพราะพอได้มาแล้วมันไม่ใช่ หรือทดแทนphallusจริงๆซักที(และก็จะไม่มีวันได้ด้วย ของที่เอามาทดแทนก็เช่นรถ ผู้หญิง อำนาจต่างๆที่ผู้ชายหลงไหล ส่วนผู้หญิงก็จะมีสองลักษณะนะครับคือทำตัวเองแบบผู้ชายค้นหาphallusมาทดแทน ด้วยการทำงานๆๆหรือพยายามทำตัวเองให้เป็นPhallusของผู้ชายซะเลย(คือพยายามจะ เป็นแบบ/เลียนแบบแม่ที่ไ้ด้อยู่กับพ่อ))
ดังนั้นที่พูดมาทั้งหมดนี้พอจะเอะใจอะไรกับเทเลทับบี้เหมือนผมมั้ยครับ
อย่างที่พูดไปแล้วว่าเด็กจะมีMirror Stage ทีนี้ลองคิดเล่นๆว่าถ้าเด็กแทนที่จะดูกระจกแล้วไปดูเทเลทับบี้แทนละครับ ภาพของเทเลทับบี้คืออะไรกันแน่สำหรับเด็ก จะใช่ภาพอันสมบูรณ์ของตัวเองมั้ย ผมว่าน่าคิด แต่การเคลื่อนไหวของเทเลทับบี้อาจทำให้เด็กเข้าใจว่าเป็นภาพสะท้อนของตัวเอง ได้เหมือนกันนะครับผมว่า ทีนี้จุดที่น่าสนใจคือภาวะไร้จู๋หรือไร้เพศ(ทั้งในเชิงกายภาพและลักษณะทั่วๆ ไป) ผมว่าเทเลทับบี้อาจจะไปพ้องกับการถูกตอนจู๋(ไปแล้ว)ก็ได้นะครับ ซึ่งถ้ามองแบบกวนๆคือมันไม่มีเพศอ่ะ ไม่มีอะไรเลย แต่ลองคิดดูนะครับว่าในเรื่องมีป่าวPhallusหรือPhallic Symbol เนี่ย คำตอบคือมีครับ นั่นก็คือไอ้ท่อนั่นไงครับ ดังนั้นในเรื่องเทเลทับบี้ไม่มีอำนาจเลยใช่มั้ยครับ พอโทรโข่งนั่นโผล่มา(เป็นตัวแทนของจู๋ อำนาจ และพ่อ) ถ้าพูดซื่อคือจู๋นั่นยืดดดดออกมาปุ๊บมันจะทำอะไรครับ ออกคำสั่งใช่มั้ยครับ แปลว่าในเรื่องนี้อเมซิ่งมากคือEgoหรือSelfของเด็กไม่มีจู๋ไม่มีอำนาจ แต่พอจู๋อันบะเร่อโผล่ออกมาแถมพูดได้เสร็จปุ๊บ อีพวกนี้ก็ลุกลี้ลุกลนทำตามคำสั่งของPhallusทันที(เหมือนกับStage ที่สามที่พ่อมาประกาศคำสั่งข้อห้ามมั้ยครับ)
แล้วมันบอกอะไรเราครับ เราอาจจะตีความได้ว่า นี่ไง มันแสดงให้เด็กเห็นว่า นี่แหละคืออำนาจของพ่อหรือปิตาธิปไตย พวกยูต้องสยบยอมและทำตามคำสั่งอย่างที่อีพวกนี้ทำนะไม่งั๊นพวกยูจะโดนตัดจู๋ทิ้งแบบพวกเทเลทับบี้แน่(ซึ่งการไร้จู๋คือการไร้อำนาจดังนั้นเทเลทับบี้จึงไม่เคยก่อกบฏต่อลำโพงเลย แถมเทเลทับบี้ก็ไม่มีเพศด้วย(ถ้าพูดตามภาษาจิตวิเคราะห์คือcastrated threat แบบนี่ไงถ้าถูกตอนแล้วเอ็งเป็นแบบนี้แหละ)) ซึ่งการควบคุมแบบนี้มันคือการใส่ความคิดให้กับเด็ก ให้เด็กเรียนรู้ที่จะเชื่อฟัง รับคำสั่งจากผู้มีอำนาจอย่างที่ฟูโกต์เรียกว่าBiopower ซึ่งถ้ามองในแง่นี้ วินัยและการยอมรับในอำนาจได้ถูกก่อร่างขึ้นพร้อมๆกับMirror Stageเลยทีเดียว (ในเรื่องเราจะไม่เห็นเทเลทับบี้แข็งขืนแม้ซักคำหรือก่อกบฏกับประกาศิตที่ โทรโข่งพูดเลยใช่มั้ยครับ นี่แหละครับมันอาจจะเป็นการหล่อหลอมแนวคิดเรื่องอำนาจให้ตั้งแต่เด็กอายุซักไม่กี่เดือนก็ได้)
 
ปล อย่าลืมนะครับว่าส่วนนึงผมคิดขำๆ เกิดจากการศึกษาแนวคิดของลากองกับความสุขในการชมภาพยนตร์แล้วอาจารย์ผมก็บอกว่า เด็กดูพวกหนังอะไรไม่น่าจะทันรู้เรื่องเลยต้องดูเทเลทับบี้ ผมเลยมาคิดดูว่าเออแล้วทำไมต้องเทเลทับบี้ แล้วเด็กจะพัฒนาผ่านmirror stageแล้วเห็นเทเลทับบี้เป็นEgo(ตัวตน)อีกตัวของตัวเองมั้ย หรือจะเห็นเป็นother แล้วลำโพงทำไมมีอำนาจจัง หน้าตาก็เหมือนphallus โยงกับFather' Lawได้ด้วยนะเนี่ย คิดไปคิดมาเลยฟุ๊งซ่านแบบนี้แล (ซึ่งจริงๆผู้สร้างคงไม่ได้ตั้งใจหรอกครับ ลองนึกสภาพเทเลทับบี้มีความเป็นเพศคงไม่เหมาะกับเด็ก หรือเทเลทับบี้ก่อกบฏไรงี๊ แต่ในเซนส์มันก็มีการสอนเด็กอยู่ดีแหละเช่นเรื่องโทรโข่ง การเชื่อฟัง)

edit @ 6 Oct 2011 02:19:56 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

edit @ 6 Oct 2011 02:23:49 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

edit @ 6 Oct 2011 02:26:31 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

/me ปาดหยากไย่เดินฝ่ากองฝุ่นเข้ามาในบลอคที่ถูกทิ้งร้าง
 
อะแฮ่มๆ น๊านนานแล้วนะฮะที่ไม่ได้มาเขียนบลอคอันนี้ อันเนื่องมาจากตัวผมเองไปกรากกรำกับการศึกษาในระดับสูงขึ้น เรียนไปก็คิดว่ารนหาที่แต้ๆเน้อตััวเราเพราะมันกรากกรำและยาวไกลพอสมควร วันนี้พอจะปลีกตัวได้เลยเอาประเด็นน่าสนใจมาพูดกันดีกว่า นั่นคือ การ"นินทา"นั่นเอง
 
ผมว่าหลายคนคงสงสัย หรือกระทั่งตัวผมเองเนี่ยผมว่าวัฒนธรรม-อารยธรรมทั้งหลายทั้งปวง โดยเฉพาะของไทยเราเนี่ยมันมีรากฐานอยู่บนการนินทาเลยเทียวนะ ใครจะบอกว่าสังคมอุดมปัญญาอะไรก็เถอะแต่ผมว่าบ้านเรานี่แหละสังคมอุดมนินทา ของแท้และแน่นอน ทีนี้หลายคนคงตั้งข้อรังเกียจว่าไม่ดีไม่งาม ไม่ใช่เรื่องจริงหรืออะไรต่างๆนาๆ แต่สำหรับเอนทรี่นี้เราจะยกประเด็นทางศีลธรรม-สัังคมพวกนั้นไว้ก่อน แต่จะมามองว่าเอ๊ะ ทำไมโลกนี้-สังคมนี้ถึงมีการนินทา มันมีหน้าที่อะไรแล้วมันทำให้เรามองเห็นอะไรจากการวัฒนธรรมการนินทานั้นได้ บ้าง
 
จริงๆแล้วคนไทยก็เสพติดการนินทาอยู่ไม่กี่อย่างหรอกนะ บางอย่างก็ล่อแหลมเป็นที่รู้กัน เอาเป็นว่าผมจะพูดถึงส่วนที่ไม่ล่อแหลมแต่มีลักษณะคล้ายๆกันจะดีกว่า
 
กลัับมาที่มองภาพรวมว่าแล้วการนินทาเนี่ยมันเป็นมายังไง ไม่รู้ว่าผมเข้าใจผิดรึเปล่าว่าถ้าพูดถึงเรื่องซุบซิบนินทาเราต้องยกให้สาวๆ เป็นอันดับหนึ่ง และถ้าเป็นแบบนี้จริง ถ้าเรามองด้วยมุมมองของเพศสถานะเรามองเห็นฟังชั่นของการซุบซิบนิินทาในหลาย ระดับและเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่งเลยทีเดียวละ
 
ถ้าการนินทาถูกโยงกับผู้หญิงแล้ว นั่นอาจจะแสดงให้เห็นว่า แท้จริงแล้วการนินทาก็คือการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารของผู้หญิงภายใต้กรอบ เรื่องเล่าหลักที่ผู้ชายวางไว้ให้(คือถ้าเรามองว่่าเรื่องราวต่างๆที่มัน หมุนเวียนอยู่ในสังคมในฐานะเรื่องเล่าเนี่ย ปกติเราจะคุ้นเคยกับเรื่องหลักๆที่ถูกตราว่าเป็นเรื่องจริง ซึ่งจริงๆแล้วมันก็คือเรื่องเล่าของผู้ชายนั่นแหละ ทีนี้การที่ผู้หญิงมานั่งจับกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนเรื่องเล่าคู่ขนานอีกชุด นึงมันก็มีนัยของการต่อรอง คัดง้างกับเรื่องเล่าแม่บทที่ว่า ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะมองข้ามเรื่องเพศสถานะไปก็ได้ เราก็จะเห็นว่าการซุบซิบกันเนี่ยมันอาจจะเป็นได้ทั้งการต่อรอง ต่อต้าน ตลอดจนตั้งคำถามกับเรื่องเล่าแม่บทนั้นได้(เช่นข่าวเป็นต้น))
 
ทีนี้ไอ้การจับกลุ่มนินทามันก็ยังมีฟังชั่นอีกอันที่มาพร้อมกันคือการส ร้าง"ความเป็นกลุ่ม" ซึ่งแน่นอนว่าพอจับกลุ่มแล้วมันต้องผลักอะไรบางอย่าง"ที่กำลังถูกนินทา" ให้กลายเป็นอื่นไกลออกไปกว่ากลุ่มนั้น ลองสังเกตง่ายๆว่าถ้าความเป็นกลุ่มยิ่งเหนียวแน่นเท่าไหร่ ความเป็นอื่นก็ยิ่งไกลไปเท่านั้น ทีนี้การนินทากันเนี่ยมันจะมีนัยของอำนาจแฝงอยู่ด้วย จากตัวอย่างนี้ลองนึกสภาพการจับนินทาครูอาจารย์ จะเห็นได้ชัดว่ายิ่งเม้าส์กันมันส์เท่าไหร่ ความสัมพันธ์ของกลุ่มนักเรียนก็จะยิ่งแน่นแฟ้นมากขึ้นเท่านั้น
 
พอมาถึงจุดนี้ก็จะเริ่มมองเห็นความสัมพันธ์เชิงอำำนาจระหว่างกลุ่มผู้ นินทากับผู้นินทาแล้วว่า โดยปกติแล้วการนินทามันจะเป็นการเม้าส์กันลับหลังคนที่มีสถานภาพสูงกว่าเรา จริงมั้ยครับ ไม่งั๊นเราก็มักจะไม่ใช้คำว่านินทาหรอก ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าการนินทานี่แหละเป็นการแสดงออกเพื่อต่อรองกับอำนาจ นั้นๆนั่นเอง มันเป็นการแสดงให้เห็นว่าไอ้อำนาจที่มันเหนือกว่านั้นไม่ได้เบ็ดเสร็จ แล้วไอ้การนินทากันเนี่ยบางครั้งก็จะมีลักษณะของการพยายามบ่อนทำลายไอ้ความ ทรงอำนาจนั้น หรืออาจตั้งคำถามเพื่อในที่สุดแล้วภาพความเป็นอุดมคตินั้นมันถูกลดทอนลง ซึ่งโดยรวมก็คือการต่อรองทางอำนาจนั่นเอง
 
ดังนั้นจะขอยกสิ่งที่คนไทยเราชอบนินทากันมากจนเกิดเป็นกิจการเป็นล่ำเป็นสันคือนินทา"ดารา"นั่นเอง
 
เคยสงสัยมั้ยว่าทำไมถึงได้หมกมุ่นกับเรื่องอะไรต่างๆของดาราเหลือเกิน นิตยสารซุบซิบเกิดขึ้นไม่รู้กีี่หัวต่อกี่หัว ส่วนนึงผมมองว่า เนื่องจากดารามีลักษณะเป็น"สถาบัน" อย่างนึง (คำว่าสถาบันอันนี้อย่าไปโยงกับสถาบันที่เราคุ้นเคยที่จะต้องมีนัยค่อนข้าง สูงส่ง มันคือการนิยามอย่างนึงเท่านั้นเอง) ถามว่าทำไมผมถึงมองว่าดาราเป็นสถาบันชนิดนึง ถ้าลองมองดูดีๆเราจะเห็นความเป็นกลุ่มก้อนของความเป็นอาชีพที่มีลักษณะเฉพาะ ตัว มีสถานะที่แตกต่างออกไปจากอาชีพโดยทั่วๆไป มีรูปลักษณ์ที่พิเศษและแตกต่าง ถูกมองและถูกนิยามโดยคนส่วนใหญ่ของสังคม ผมมองว่าดารานี่แทบจะกลายเป็นชนชั้นใหม่ไปแล้ว คือถ้าเราดาราในสถานที่ต่างๆอารมณ์จะไม่เหมือนกับเจอมนุษย์ทั่วๆไป มันจะมีความเป็นกลุ่มก้อนอะไรที่มันพิเศษ ดังนั้นจึงกลับไปอธิบายความสัมพันธ์เชิงอำนาจ แปลว่าเราเห็นว่าดารามีความเหนือกว่าทางอำนาจในด้านต่างๆ ทั้งสถานภาพ(ที่อาจจะเกิดจากความร่ำรวยที่แสดงออกมาจากแต่งกาย รถยนตร์ ไลฟ์สไตล์ ฯลฯ) รูปลักษณ์ภายใน(หรือbodyที่ในทางวิชาการถืือว่าเป็นการแสดงออกทางอำนาจที่ สำคัญมากๆ ในกรณีนี้ก็เช่นกัน การที่ดารามี"ร่างกาย"หรือ"รูปลักษณ์"ที่สังคมนิยามว่า"พิเศษ"นี่แหละเป็น การให้อำนาจอย่างนึง)
 
เลื่อนลงมาอีกนิดก็จะอธิบายต่อในตัวเองว่า ในเมือดารา(จริงๆแค่คำว่า"ดารา" "เดอะสตาร์" ลำพังตัว"คำ"เองก็มีนัยที่แสดงถึงชนชั้นอยู่แล้ว สะท้อนถึงภาพพื้นที่ที่เลิศลอยเกินกว่าธรรมดาสามัญ ยิ่งมีรายการพวกล่าฝันอะไรแบบนี้ ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นพื้นที่ปิดที่ต้องตะเกียกตะกายไปสู่ ดังนั้นความเป็นอุดมคติก็ยิ่งสูงขึ้น) กลับมาต่อว่า จริงๆคนก็คงรับรู้อยู่ลึกๆว่าตัวเองนั่นแหละที่ไปนิยาม ให้ค่าความหมายกับ"ความเป็นดารา"แบบนี้ ดังนั้นการซุบซิบนินทาจึงเป็นแสดงออกเชิงอำนาจของผู็บริโภคเองอีกทีนึงนั่น แหละ คล้ายๆว่านิยามคุณค่าเอง แล้วก็พยายามบ่อนเซาะไอ้ภาพต่างๆที่มันเกินเอือมเหล่านั้น ดังนั้นข้อเสนอแรกผมคือการนินทาดารามันคือการพยายามบอกว่าไอ้เทวดานางฟ้าที่ ถูกนำเสนอออกมาแบบสมบูรณ์แบบเหลือเกิน มีความเป็นอุดมคติเหลือเกิน จริงๆแล้วมันก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นหรอกย่ะ มันก็คนดีๆเหมือนนี่แหละ มิใช่เทวดานางฟ้าที่ไหน
 
อีกแง่นึง ซึ่งจริงๆแล้วการนินทาผมว่ามันก็มีหลายลักษณะนะ ลักษณะนึงก็คือเรื่องคาวๆ ไอ้แบบว่าผิดศีลธรรมอะไรเนี่ยชอบนัก มันส์ฉุดๆอะไรทำนองนี้ ซึ่งโดยผิวเผินไอ้การนินทาเหมือนจะเป็นฟังชั่นพื้นๆที่เหมือนกับการพยายาม รักษาไอ้ระบบคุณธรรมจริยธรรมอะไรต่างๆนาๆเอาไว้ (คล้ายๆเป็นการลงโทษส่วนนึง กับอีกส่วนนึงก็เพื่อยกระดับความมีคุณธรรมของตัวผู้พูดเอง แบบมาพูดๆเสร็จแล้วก็จะแบบ โอ๊ยชั้นรับไม่ได้ อี๊แหวะ ทำตัวแบบนี้ได้อย่างไรบลาๆๆๆ) ซึ่งนักทฤษฎีสายฟรอยด์เดี้ยน ลากองเนี่ยน(โดยสรุปอีตาพวกนี้จะบอกว่าในจิตลึกๆ ความปรารถนาอะไรต่างๆของเรามันดำมืดกว่าที่คิด)คนนึงชื่อชีเช่(Slavoj Žižek) อีตาคนนี้นี่แนะนำเลยนะฮะเป็นนักทฤษฎี นักปรัชญ่สภาพแบบดิบๆเถื่อนๆแล้วยังไม่ตาย ฮีเป็นคนที่เอาแนวคิดจิตวิเคราะห์แบบลากอง(อันซึงบ้าบออะไรไม่รู้มาทำให้จบ ต้องได้แล้วแนวมากขึ้น แต่จริงๆฮีก็เข้าใจยากอยู่ ลองฟังแกตามยูทูปได้) แกก็บอกว่า โนจ่ะ ไอ้การที่คุณชอบอะไรแบบนี้นะ มันคือการหลีกเลี่ยงความปรารถนา(อันดำมืด)ของคุณเองต่างหากล่ะ พูดง่ายๆก็คือ สังคมบอกว่าคุณต้องรังเกียจเรื่องคาวๆพวกนี้นะ แต่การที่เอามาพูดซ้ำๆกันเนี่ยมันคือการรับประสบการณ์ที่สังคมห้ามไว้ทางนึง นั่นแหละ(คือใจจริงก็ชอบอ่ะนะอะไรทำนองนี้) แต่ในที่สุดเราไม่รู้สึกผิดไงเพราะเราไม่ได้พูดถึงตัวเอง แต่พูดถึงดารา ต. นั่นต่างหาก(มันก็โยกย้ายไอ้ความดำมืดที่เราเพิ่งรื่นรมย์ไปกะมันเมื่อตะกี้ ไปให้อีตาดารานั้นในตอนท้ายที่สุด)
 
หรืออีกแง่นึงในตอนที่เราเม๊าส์กันแบบ อาจจะเป็นเรื่องดีๆที่แบบเวอร์ๆ แต่เราก็แอบนิยมอยู่ในใจ ในระหว่างที่กำลังเม้าส์อย่างออกรสออกชาติอยู่นั้นก็เหมือนการที่เราเอาตัว เองไปใส่ในเรื่องที่กำลังเม้าส์อยู่นั่นเอง เหมือนกันidentifyตัวเองเข้ากับดาราที่กำลังเม้าส์อยู่นั่นเอง(เช่นอาจจะ โอ้ยคนนั้นคนนี้แต่งงาน เพอเฟ็คอย่างโง้นอย่างงี๊ ตอนเม้าส์ไปก็อาจจะจินตนาการภาพตัวเองในชุดเจ้าสาวแบบที่เพิ่งดูข่าวมาเมื่อ คืนอะไรแบบนี้)
 
ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าไอ้การนินทาเนี่ยมันมีฟังชั่นหลากหลายในตัวเอง เหมือนกัน เช่นเป็นทั้งภายนอกที่เป็นการต่อรองกับอะไรบางอย่าง มักจะเป็นเชิงอำนาจ หรือภายในซึ่งอาจจะเกี่ยวกับการsatisfyตัวเองในหลายระดับทั้งระดับจิตไร้ สำนึกไปจนถึงระดับพื้นผิว
อย่างไรก็ตามผมไม่ได้จะบอกว่าการนินทาดีงามอย่างไร แต่ลองมองดูว่าสิ่งที่มันหมิ่นเหม่แต่มีมากเนี่ยมันมีเพราะอะไร และเพื่ออะไร
(รวมรวมความรู้มาจากสัมนาอาชญนิยาย)
วันนี้ก็หมดเรื่องจะคุยแล้วครับ จริงๆมีหลายประเด็นที่กำลังขบคิดอยู่เหมือนกันเช่นว่า งดเหล้าเข้าพรรษา เคยสงสัยมั้ยว่าทำไมเข้าพรรษาต้องงดเหล้า แล้วเหล้านี่ดูเป็นอะไรที่เป็นศัตรูกับสังคมไทยอยู่ตลอดเวลา น่าคิดว่าไอ้วาืทกรรมงดเหล้าเข้าพรรษานั่นมีกรอบคิดอยู่บนอะไรกันแน่
 
ลาแล้วครับ ขอบคุณที่มาเยี่ยมบลอค ไว้จะพยายามหาเรื่องมาคุยช่วยกันขบคิดอีกบ่อยๆ(ถ้าปลีกร่างได้นะครับ)

edit @ 26 Jul 2011 01:10:54 by v@n,ละเลงวรรณกรรม