เชื่อว่าทุกคนย่อมรู้จักงานประเภท"แฟนตาซี"กันเป็นอย่างดี แต่เคยสงสัยไหมว่า แฟนตาซี จริงๆแล้วมันคืออะไร แล้วนอกจากแฟนตาซี ในวงวรรณกรรมมันมีอะไรที่เข้าทำนอง เป็นgenre(ชอง/ประเภท)ที่คล้ายๆกันอีกหรือไม่ ซึ่งเอนทรี่นี้ขอถ่างความรู้เรื่องgenreทางวรรณกรรมของท่านผู้อ่านทุกท่านให้กว้างขึ้นอีกสักเล็กน้อย

สิ่งที่จะพูดถึงมี

แฟนตาซี

สัจนิยม

เซอเรียล

สัจนิยมมหัศจรรย์

ไซไฟ

 

ดังนี้ โดยทั่วไปถ้าถามว่าแฟนตาซีคืออะไร อ้อแน่นอน ทุกคนย่อมคิดถึงโลกใน"จินตนาการ" ที่ไม่มีอยู่จริง โลกอีกใบที่อะไรก็เกิดขึ้นได้ โดยพื้นฐานแล้วมักมีองค์ประกอบสำัคัญคืออำนาจเวทย์มนตร์ มังกร แม่มดพ่อมด สัตว์พูดได้อันพิลึกกึกกือต่างๆเป็นพื้นฐาน ในไทยแล้วนั้นด้วยพื้นฐานจากความเฟื่องฟูของแฮรี่ พ๊อตเตอร์(ด้วยการแนะนำของอดีตนายก และกระแสที่ถาโถมที่เกิดขึ้นทุกมุมโลกด้วยอำนาจของเจ๊เจเค)องค์ประกอบของแฟนตาซีไทยคือโรงเรียนเวทย์มนตร์ ตัวละครเอกที่เป็นนักเรียนที่"พิเศษ" มิตรภาพ การผจญกับตัวร้าย บลาๆๆๆๆ ส่วนอีกด้านคือสุดยอดงานแฟนตาซีที่ย่อมแวบเข้ามาคือลอร์ดออฟเดอะริง ผมเชื่อว่าถ้าพูดคำว่าแฟนตาซี สองเรื่องนี้ต้องเป็นสิ่งที่ทุกคนคิดขึ้นแน่(ขอแถมอีกเืรื่อง สำหรับผมคือ นาร์เนีย)

 

สรุปแล้วเรากำลังพูดถึงโลกในจินตนาการ ที่ไม่ปรากฎในโลกแห่งความเป็นจริง เป็นโลกอีกใบหนึ่งที่แยกเด็ดขาดออกจากreality ดังนี้ถ้ามีคำว่าrealityขึ้นมา มีกระแสวรรณกรรมหนึ่งที่ฉันต้องพูดถึง คือrealism ในภาษาไทยว่า สัจนิยม

 

ทำไมต้องพูดถึงrealism นั่นก็เพราะว่ามันเป็นจุดพลิกผันทางวรรณกรรมสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์วรรณกรรมที่งานแบบนี้ยังคงเป็นพื้นฐานของการสร้างงานมาจนถึงยุคปัจจุบัน ทำให้เกิดงานนิยาย นวนิยายและเรื่องสั้นต่างๆ จนอาจพูดได้ว่า ถ้าไม่มีสัจนิยมเนี่ย ป่านนี้เรายังคงแบบว่า เจ้าหญิงเจ้าชายมังกร ฮีโร่ไปปราบสัตว์ประหลาด ป่าเขาเงาไม้งดงาม ดังนี้จะของอธิบายสัจนิยมโดยสังเขป สัจนิยมคืออะไร ง่ายๆเลยดูจากคำว่าreal + ism ดังนั้นสัจนิยมคือการที่คนหันมาให้ความสนใจกับ"ความจริง" อะไรต่างๆที่เกิดขึ้นรอบตัวต้องถ่ายทอดมันออกมา"ตามความเป็นจริง" คืองี๊ ไม่ใช่ว่าคนก่อนศตวรรษที่19จะโกหกเขียนอะไรไม่จริงหรอก แต่พูดง่ายๆคือ มันเปลี่ยนจากอุดมคติ มาเป็นเขียนเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆในสังคแล้วก็เน้นถ่ายทอดความจริงไปอย่างไม่มีการเจือปน เช่น จากเดิมเขียนแต่เรื่องวีรกรรมของชนชั้นสูง หรือแบบโอธรรมชาติงดงาม ถ่ายทอดแต่อะไรที่ดีที่งาม ทีนี้พวกสัจนิยมเลยบอกว่า อ้าวแล้วอีแบบ อีสาวโรงงาน อีคนป่วยเป็นโรค อีอีกมุมมืดในสังคมต่างๆที่มันไม่สวยงามอ่ะ มันไม่มีค่าหรอ มันไม่มีจริงหรอ ดังนั้นเลยเกิดงานมาสเตอร์พีซของหมู่สัจนิยมของกุสตาฟ โฟแบร์คือ มาดาม โบวารี (ถ้าจำไม่ผิดจะพูดถึงผู้หญิงที่แต่งงาน แต่แบบ เบื่ออ้ะ ส๊ามีทิ้งให้เอกา เลยมีชู้ซะ แล้วประเด็นเป็นชู้เนี่ย เป็นมุมมืดที่แบบว่าพวกสัจนิยมจะชอบมาก ยิ่งแบบไปเป็นชู้กับคนสวนล่ำๆ(จากมาดามชนชั้นกลาง) อะไรทำนองเนี๊ย) แล้วมันจะพัฒนาไปเรื่อยๆจนกลายเป็นงานที่มุ่งเน้นสะท้อนภาพปัญหาของสังคมเมือง การทารุณเด็กผู้หญิงเช่นงานของดิกเก้นซ์ หรือจะพัฒนาไปในด้านแนวคิดแบบสัจนิยมจนกลายเป็นโคดพ่อโคดแม่สัจนิยมที่เรียกว่าnaturalism คือพวกนักเขียนจะแบบเก็บข้อมูลทุกแง่มุม เขียนเรื่องแบบสร้างโลกโดยใช้หลักวิทยาศาสตร์ ตัวละครจะแบบมีแฟมิลี่ทรีไล่ขึ้นไป มีการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม แบบโอ๊ยเยอะแยะแบบสุดโต่งมาก

 

Surrealคือสิ่งที่คู่ขนานกันกับสัจนิยม(คือควรเข้าใจตรงนี้ว่าตะวันตกมันจะแบบ มีการตามกระแสก็สร้างงานตามๆๆๆๆ แล้วก็ซักพักจะเริ่มมีการโต้ตอบกัน มันเลยแบบเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา(หรืออาจจะไม่ถึงขนาดไปเปลี่ยนกระแส แต่มีงานแบบคู่ขนาน)) คือในขณะที่สัจนิยมเน้นการถ่ายทอดความจริง มีงานอีกกลุ่มคืองานแบบเหนือจริงหรือsurreal พวกนี้จะเปลียบเทียบได้ชัดมากในงานศิลปะ คือrealismเน้นถ่ายทอดความจริงที่เห็นด้วยตา แต่เซอเรียลบอกสิ่งที่เห็นด้วยตาหรือจะสำคัญ มันต้องความรู้สึกในจิตใจสิถึงจะสำคัญ สิ่งที่เราควรแสดงคือนี่แหละ ความรู้สึกที่บิดเบี้ยวอะไรต่างๆที่มันไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่มันไม่มีหรอ ดูง่ายๆ

ภาพแบบสัจนิยม ถ่ายทอดชีวิตของหญิงชาวนา การทำงาน

นี่คือสัจนิยม งานของมีเล ถ่ายทอดเรื่องราวของหญิงชาวนาที่เดินเก็บเมล็ดข้าว(ไม่อุดมคติ ไม่งามแบบวีนัส)

และนี่คือเซอเรียล(สกรีมของเอดมัน มุนช์) คือเน้นถ่ายทอดภาพ"ภายใน"มากกว่า"ภายนอก"แบบสัจนิยม

ในงานเขียนสัจนิยมก็จะละเอียดมาก บรรยายฉากเป็นสิบๆหน้า แต่พวกเซอเรียล(ที่เกิดหลังเยอะเหมือนกัน)จะแบบ อะไรวะ อ่านไม่รู้เรื่อง แบบว่าหลุดโลกมาก

 

จะบอกว่าที่ต้องท้าวความถึงสัจนิยมแลเซอเีรียลก็เพราะว่าจะมาสู่ สัจนิยมมหัศจรรย์ ซึ่งเจ้านี่แหละที่เอนทรี่นี้ต้องการจะพูดถึงโดยเอาแฟนตาซีมาเกี่ยวข้อง คือสัจนิยมมหัศจรรย์ หรือ magical-realism มันคือการเอาความสุดโต่งของสองอันบนเนี่ย มาไว้ด้วยกันในงานชิ้นเดียว

การเกิดขึ้นของสัจนิยมมหัศจรรย์คือการโต้กลับงานกลุ่มสัจนิยมในประเด็น"ความจริง"ว่าอะไรคือความจริง สิ่งที่พวกสัจนิยมถถ่ายทอดคือ"ความจริง"จริงหรือ มันคือความจริงที่แบบ จริงแท้จริงป่ะ แล้วความจริงของเธอกับความจริงของฉันอ่ะ มันจริงเดียวกันรึเปล่า เอาง่ายๆ เหมือนมีผมกับคุณนั่งมองต้นไม้ต้นเดียวกัน หรือผลอะไรซักอย่าง แต่สุดท้ายถ่ายทอดออกมาไม่เหมือนกัน ตกลงอันไหนจริง? พวกสัจนิยมมหัศจรรย์เลยบอกว่า ก็เนี่ยแหละคือความจริงของฉัน ในโลกของฉันสิ่งที่พวกเธอบอกว่ามันไม่จริง มันจริง แต่บางสิ่งที่พวกเธอบอกว่ามันจริง มันอาจจะไม่จริงสำหรับพวกฉันก็ได้ ให้นึกภาพว่างานพวกนี้มันเกิดจากการโต้ตอบแนวคิดแบบสัจนิยม แบบวิทยาศาสตร์ ลองนึกถึึงภาพคนขาวเข้าไปสู่ดินแดนของอเมริกันพื้นเมือง พวกแบบละตินอเมริกา ที่ๆยังแบบว่าเฉลิมฉลองกับวิญญานของคนตาย ที่ที่ความมหัศจรรย์ยังคงเป็นจริงสำหรับพวกเค้า การพูดคุยกับสัตว์ การกลับมาของวิญญาณหรืออะไรต่างๆที่มัน"magical"(โดยพวกคนขาวที่แบกเอาวิทยาศาสตร์เข้าไปแล้วบอกว่าพวกแกมันบ้า ของพวกนี้มันไม่จริง ต้องนี่ สัจนิยม วิทยาศาสตร์ นี่แหละความจริง) 

ดังนั้นsenseที่สำคัญของสัจนิยม-มหัศจรรย์คือการโต้กลับกับอำนาจบางอย่าง โดยงานกลุ่มเนี๊ย ละตินอเมริกาจะดังมาก มีนักเขียนโนเบลคนนึงดังสุดๆชื่อกาเบรีล กาเซ มาเกซ มันจะมีตอนนึงรู้สึกจะในเรื่องหนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว(แปลไทยแล้ว) มันก็อย่างเนี้ย คนขาวเจอคนพื้นเมือง เสร็จคนพื้นเมืองก็ไปเห็นทีวี แล้วเค้าจะอธิบายได้แบบ เข้าท่าอ่ะ แบบรับฟังได้ว่าโดยสรุปแล้ว ทีวีหรือไอ่กล่องอะไรเนี่ย มันเป็นมายา มันไม่มีจริง และมันไร้สาระ!(ตบหน้าเลยมะ)

 ทีนี้ฟังดูมันก็คล้ายๆกับแฟนตาซีเหมือนกันใช่ไหมฮะ แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าอันนี้เป็นแฟนตาซี อันนี้เป็นเมจิคอล...อย่างที่ได้บอกไปแล้วว่านัยยะสำคัญของเมจิคอลมันคือการโต้ตอบกับอะไรบางอย่างด้วยการเอาโลกความจริงสองฝั่งมาปะทะกันบนแกนตรรกะชุดเีดียวกัน ซึ่งไม่เหมือนกับแฟนตาซี แฟนตาซีคือการสร้างโลกขึ้นาอีกใบที่มีชุดตรรกะเป็นของตัวเองและแยกตัวออกจากโลกแห่งความจริงโดยเด็ดขาด อย่างเช่นในแฮรี่ โลกของพ่อมดแม่มดจะขาดออกจากโลกปกติ นาร์เนียก็เช่นกัน โดยทั้งสองโลกอาจจะมีจุดเชื่อมระหว่างสองโลก แต่เมจิคอลเรียลลิซิ่ม โลกสองใบจะอยู่ด้วยกัน เช่น ตัวละครอาจจะคุยๆกันเสร็จปุ๊บลมอาจจะพัดอีกตัวบินหายไปเฉยเลย อีตัวละครที่คุยด้วยก็จะเฉยๆกับอาการบินหายไป ทำเหมือนกับว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่สามารถเกิดขึ้นได้ หรือการร้องไห้จนน้ำตาเจิ่งนองไปทั่วบ้าน ตัวละครอื่นก็จะแบบ ร้องไห้ทำไมไปปลอบที แต่ไม่แบบ เฮ๊ย ทำไมน้ำตามันเยอะจังวะ ที่ชัดๆของไทยก็หมานครไงเล่า ยายตาย กลับมาเป็นตุกแก คนมีหาง อะไรเทือกๆนี้

 

อีกประเด็นคือไซไฟ ไซไฟนี่เป็นพัฒนาการฝ่ายสัจนิยมที่แบบวาดฝันของมนุษย์ให้เป็นจริง ไซไฟเป็นอย่างนี้เพราะอะไร เพราะไซไฟให้ภาพความน่าตื่่นตาตื่นใจของสรรพสิ่งโดยมีพื้นฐานจากน้ำมือมนุษย์โดยมีิวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือนั่นเอง

 

ปล อาจเกิดคำถามว่ารู้ไปเพื่อ (แต่อย่างว่ารู้ไว้ใช่ว่านา)แต่การที่รู้จักสัจนิยมมมหัศจรรย์หรือmagical realism ทำให้เวลาเราอ่านงานจำพวกนี้ อาจทำให้เข้าใจอะไรได้มากขึ้นว่าผู้เขียนต้องการสื่ออะไร ไม่ใช่แค่เอาเรื่องมหัศจรรย์แปลกประหลาดมาใส่ไว้สนุกๆ แต่มันมีจิตวิญญานของการต่อสู้แฝงอยู่ด้วย

ปล2 สัจนิยมมหัศจรรย์ที่ไม่ยาวมาก อ่านสนุก(และแรงนิดนึงและเฟมินิสพอสมควร) คือเรื่องรักซ้อนซ่อนรส(Like a Water for Chocolate) อำนาจของอารมณ์ถ่ายทอดผ่านอาหาร คือแบบว่านางเอกถูกกดด้วยอำนาจของผู้ชาย แล้วก็มีการตอบโต้ผ่านพลังของผู้หญิง(อาหารแลเรือนร่าง)มีเป็นหนังด้วยขอเอาตอนเด็ดมาให้ชม คือเป็นตอนที่คนรักนางเอก(ที่ถูกกีดกัน)เอากุหลาบมาให้(ทำอาหาร)ในหนังสือจะบอกว่านางดีใจมากเลยกอดไว้จนเลือดอาบกุหลาบ เสร็จก็เอาไปทำนกกระทาอบกลีบกุหลาบ ลองดูอำนาจของอาหารซิว่าเลือดและความรักของสองคนทำให้เกิดอะไรขึ้นกับผู้รับทาน(17+)

edit @ 27 Nov 2009 21:15:57 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

edit @ 27 Nov 2009 22:12:13 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

edit @ 27 Nov 2009 22:49:22 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

edit @ 28 Nov 2009 21:08:09 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

edit @ 29 Nov 2009 00:45:49 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

หนังสือ/หนัง/ละครเวที ความบันเทิงสามอย่างที่ดูเหมือนจะเหมือนกันในการทำหน้าที่ให้ความบันเทิงแก่ผู้เสพ

 

แต่

 

มันไม่เหมือนกัน!

 

สามอย่างนี้มีสเน่ห์ที่แตกต่างกันออกไปอย่างชัดเจน ซึ่งต่างก็มีความจำเพาะของตัวเองที่ในที่สุดแล้วมันสามารถบอกได้ว่า ทำไมมันถึงประสบความสำเร็จ ทำไมมันถึงเจ๊ง เวลาที่เืรื่องราวถูกถ่ายทอดออกมาผ่านฟังชั่นที่แตกต่างกันแม้ว่าในบางครั้งมันอาจจะเป็น"เรื่อง"เดียวกัน

อำนาจของหนังสือกับภาพยนตร์

ความแตกต่่างของพลังของหนังสือและภาพยนตร์นั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเวลาและกลุ่มเป้าหมายของผู้เสพ ในแง่ของเวลา เราท่านต่างทราบดีว่าหนังสือนั้นเราสามารถเสพได้อย่างช้าๆ ดื่มด่ำไปกับตัวอักษรและจมหายไประหว่างบรรทัดโดยไม่มีเวลามาจำกัด(ถ้าเราว่างพอ) เราอาจอ่านอย่างเนิบๆในส่วนที่เราหลงไหลเป็นพิเศษ อาจจะย้อนอ่านซักสิบครั้งในย่อหน้าที่ผ่านมา ปล่อยตัวให้หลุดลอยไปในกระดาษ เล่มหนึ่งเราอาจจะอ่านซักสามวันหรือสิบวันก็เป็นได้ แต่กับภาพยนตร์นั้นไม่ใช่ ภาพยนตร์นั้นย่อมถูกจำกัดด้วยเวลาเรื่องราวต้องจบภายในสองชั่วโมง อีกแง่หนึ่ง ภาพยนตร์การที่จะไม่ขาดทุนนั้นต้องทำให้ "คนส่วนใหญ่" ดูผิดกับหนังสือที่มีกลุ่มผู้เสพเฉพาะทำให้หนังและหนังสือจำเป็นต้องบอกเล่า "เรื่องราว" โดยมีจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกัน นั่นคือ หนังสือนั้นมีแกนของเนื้อหาอยู่ที่"แก่นเรื่อง" แต่ภาพยนตร์นั้นมีแกนอยู่ที่"เรื่องราว" ฟังว่ามันออกจะคล้ายกันใช่หรือไม่ แต่จริงๆแล้วต่างกันพอสมควร ด้วยอย่างที่ได้บอกว่าหนังสือนั้นมีผู้อ่านเฉพาะและมีเวลาที่ไม่จำกัด ดังนั้นสิ่งที่หนังสือที่"ดี"มักจะต้องเน้นแก่นเรื่องมากกว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น เรื่องราวหรือโครงเรื่องจะถูกสร้างขึ้นเพื่อผลักแก่นเรื่อง(หรือแนวคิดสำคัญ)เป็นหลัก ดังนั้นหมายความว่านักเขียนมักจะ(ต้อง)คำนึงถึงแก่นเรื่องก่อนเสมอ ว่าหนังสือฉันจะสื่อประเด็นอะไรนะ ฉันจะแสดงความทุกข์ยากของหญิงสาวในสังคมของผู้ชายแสดงการต่อสู้ตอบโต้ของนาง ก็ค่อยสร้างเรื่องราวมาเพื่อรองรับและขับเน้นแนวคิดนั้น แต่ถ้าเป็นภาพยนตร์ล่ะ ภาพยนตร์ต้องเน้นเรื่อง ก่อนอื่นต้องมีเรื่องก่อนว่าจะเล่าเรื่องอะไร คือต้องให้ความสำคัญว่าเรื่องเริ่มต้นด้วยอะไร จะดำเนินไปและมีจุดจบอย่างไรก่อน(หนังถึงจะไม่เจ๊ง) แก่นเรื่องเอามาทีหลัง(ฟังดูงงงวย)

ดังนั้นไม่น่าแปลกใจเลยที่หนังทำเงินส่วนใหญ่จะไม่ถูกจริตนักวิจารณ์ เพราะว่ามันมีแต่"เรื่อง"แต่มันไม่มีแก่น แต่หนังที่มี"แก่น"ก็กลายเป็นหนังดูยาก(และอาจดูไม่สนุก เพราะคนดูหนังอยากดู"เรื่อง" แต่หนังที่เป็นอมตะก็แสดงว่าผู้กำกับสามารถนำพาแก่นมาพร้อมกับเรื่องราวได้อย่างเหมาะสมนั่นเอง)นั่นเอง ง่ายๆอย่างนิวมูนทไวไลท์ หนังแบบว่าทำเงินมหาศาลล้านเจ็ด แต่นักวิจารณ์บอก ยี๊หนังไรเนี่ย เอาไปรับทานซะ ครึ่งดาว ลองคิดดูว่า เออ แล้วสรุปหนังมันเล่าเรื่องแบบเนี๊ย มีตอนต้้น ตอนกลาง ตอนจบ ในที่สุดหนังมันจะบอกอะไรเราหนอ...บอกมะ?

อำนาจของภาพยนตร์กับละคร

 สองรูปแบบนี้เป็นอำนาจที่น่าสนใจมากๆเพราะมันทำให้เราเข้าใจว่าทำไมละครเวทีบางเรื่องพอกลายเป็นหนังแล้วเจ๊ง หรือทำไมละครเวทีบางเรื่องทำออกมาแล้วโคดน่าเบื่อแต่ในขณะที่บางเรื่องสามารถสะกดเราไว้กับเวทีได้ตั้งแต่ม่านขึ้นจนม่านตก

อำนาจพิเศษที่ละครมีคือความสดใหม่ และเนื้อหาของความ"ดราม่า"ที่เฉพาะตัว สิ่่งที่บทละครที่ประสบความสำเร็จถ่ายทอดออกมาคือ "เรื่องราวของมนุษย์" ไม่ใช่ความ "น่าตื่นตาตื่นใจ"ของความอลังการ(ตรงนี้ควรเป็นหน้าที่ของภาพยนตร์) แต่มันคือการแสดงนาฎกรรมความเป็นไปของมนุษย์ผ่านพลังของการแสดงและอำนาจของคำพูดที่โต้ตอบกันของตัวละคร บทพูดในบทละครเวทีเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดยิ่งกว่าการแสดงของนักแสดงเสียอีก ต่อให้แสดงแย่แค่ไหนแต่บทพูดมีอำนาจในที่สุดก็สามารถสะกดผู้ชมได้อยู่ดี ยิ่งถ้านักแสดงสามารถแสดงพลังออกมาได้เต็มที่แล้วเนี่ย(แบบคนดูดูแล้วกลั้นหายใจ จิกขา ดูเสร็จแบบ โอ๊ย เหนื่อย) อย่างอื่นแทบไม่จำเป็นเลย(ฉาก เสื้อผ้า บทเพลงความอลังการต่างๆเป็นต้น) ดังนั้นละครในระยะหลังจำนวนมากจะใช้ลักษณะแบบminimalismคือฉากไม่มี ใช้สมมุติเอา มีโต๊ะตัวนึง อะ นี่คือบ้าน เพื่ออะไร ก็เพื่อที่จะ(ให้คนดู)โฟกัสไปที่การแสดงมากกว่าองค์ประกอบต่างๆ ถ้าละครมัวแต่ไปโฟกัสที่อื่น หลงลืมการถ่ายทอดความเป็นมนุษย์และความสดใหม่ไปก็จะทำให้ละครนั้นแล้งทันทีซึ่งในตรงนี้หนังจะไม่สามารถทำได้ คือความสดใหม่ของการแสดงที่มันจะมีปฎิสัมพันธ์กับผู้ชม

 

ปล เอนทรี่นี้ดูแบบ เขียนทำไมไม่ทราบ - -" ดูไม่ค่อยมีอะไร แต่เอาเถิด อยากจะเขียน ใครใคร่อ่านอ่าน

ปล2 จริงๆสมควรหาภาพมาประกอบ แต่ไม่ได้หาและขออภัยสำหรับการใช้คำสลับไปมาอาทิหนัง/ภาพยนตร์รวมถึงความแห้งแล้งของเนื้อหา วันนี้เนือยๆ แต่อยากเขียน คราวหน้าจะเขียนถึงวรรณกรรมญี่ปุ่นกะกระแสโลกร้อน ท่าจะน่าสนใจกว่านี้

edit @ 25 Nov 2009 23:11:34 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

edit @ 26 Nov 2009 00:41:21 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

 แบบว่าไปเจอมาเลยเอามาแปลไว้เป็นแนวทางสำหรับคนอยากเป็นนักเขียน(จากหนังสือTruth and Lies in Literature)เป็นการเขียนตามคำขอของบรรณาธิการ เรมอนต์ บราวน์ จากนิตยสาร Writer's Monthly ที่อยากให้เขียนอะไรทีน มีสีสัน เอาไปใช้ได้จริงโดยที่เป็นแนวทางสำหรับคนที่อยู่ในวงการการเขียน(จะเขียนล้อ(ที่ไม่ใช่ล้อเลียน)บัญญัติ10ประการของยิว)

บัญญัติ10ประการ

1.Thou shalt not drink,smoke or take drugs.

สูเจ้าเอ๋ยจงอย่าดื่ม สูบ และเสพยา ข้อแรกเป็นคำแนะนำที่มีคำอธิบายง่ายๆว่า นักเขียนต้องใช้สมอง อย่าให้อะไรไปทำลายมัน

2.Thou shalt not have expensive habits.

สูเจ้าเอ๋ยจงอย่าใช้ชีวิตฟุ่มเฟือย ข้อนี้ก็ใกล้ๆตัว นักเขียนเอยจงอย่าหลงไหลไปกับวัตถุ เพราะนักเขียนที่ประสบความสำเร็จนั้นมาจากสองสิ่งคือความสามารถและเวลา เวลาคือการใช้เวลาสำหรับการสังเกต เรียนรู้ และคิด ถ้าคุณใช้เวลาไปกับสิ่งฟุ่มเฟือย(เช่น1ชั่วโมงในการหาเงินเพื่อซื้ออะไรแพงๆเป็นต้น นอกจากว่าคุณจะเกิดมารวย)

3.Thou shalt dream and write and dream and rewrite.

สูเจ้าเอ๋ยจงฝันเฟื่อง เขียน ฝันเฟื่อง และเขียนใหม่! การเขียนหนังสือคือการถ่ายทอดจินตนาการในหัวของเรา เราคิดสิ่งต่างๆให้โลดเล่นในหัวสมอง เราฝันเฟื่อง สังเกตการณ์ และแน่นอนว่าเราต้องเขียนมันลงไป(ทำนองว่าเราเป็นพยานของเรื่องราวต่างๆแล้วพยายามจะรายงานเรื่องพวกนั้น) แล้วเราก็ฝันอีกครั้ง และก็เขียนมันใหม่ อย่าปล่อยให้ใครมาบอกคุณว่า คุณกำลังหายใจทิ้งและทำให้เวลาเสียไปเปล่าๆ!

4.Thou shalt not be vain.

สูเจ้าเอ๋ยจงอย่าสำคัญตัว จงอย่า(ผยอง)ยึดถือเอาตัวเองเป็นหลัก เรื่องราวมักจะห่วยและคุณย่อมไม่รู้จักตัวเองดีพอถ้าคุณเอาลักษณะที่คุณคิดว่าคุณเป็นมาเขียนเป็นเรื่องราว เช่นถ้าคุณติดเหล้า คุณก็จะวาดตัวเองลงไปพร้อมกับความน่าเห็นใจจำนวนมากซึ่งมันจะโคดน่าเบื่อ ผู้เขียนแนะนำว่าตัวเองได้ใช้ตัวเองเป็นวัตถุดิบในการเีขียนโดยสังเกตการตัวเองอย่างเรียบๆเพื่อสร้างตัวละคร(ไม่ได้เอาแบบว่า อ๊ะ ชั้นนี่แหละ เป็นคนดี ฉลาด สุขุม มีสเน่ห์ เป็นเหยื่อของเหตุการณ์ แบบที่ทึกทักเอาแล้วเอามาเขียน งานมันจะไม่น่าสนใจ ผมว่าคล้ายๆกับว่าระวังมายาคติมาบังตาตัวเองเวลาเขียน งานมันจะไม่เวิร์คมัง)

5.Thou shalt not be modest.

สูเจ้าเอ๋ยจงอย่าสงบเสงี่ยม จงอย่าถ่อมตัว(จนเกินไป) ข้อนี้แอบล้อกับข้อที่แล้ว ความถ่อมตนเป็นข้อแก้ตัวของคนปวกเปียก คนขี้เกียจ พวกตามใจตัวเอง ดังนั้นความทะเยอทะยานเล็กๆเป็นสิ่งที่จำเป็น เอ้า! ก้าวต่อไป(ตะโกนบอกตัวเอง!!!) จงพยายามที่จะเป็นนักเขียนที่ยิ่งใหญ่ให้ได้!

6.Thou shalt thing continually of those who are truly great.

สูเจ้าเอ๋ยจงระลึกถึงเหล่าผู้ยิ่งยงอย่างแท้จริงเถิด จงดูสิ่งที่ผู้ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริงได้กระทำอย่างพากเพียร!!!จงศึกษาชีวิตของพวกเขาว่าพวกเขาทำเช่นไรจึงประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงเช่นนั้นได้ สิ่งต่างๆไม่ได้ได้มาโดยง่าย จงดูเถิดผองเรา แต่จงระวัง อย่าดูจากชีวประวัติของพวกเขา(ชีวประวัติคืองานเขียนที่ว่าด้วยชีวิตของบุคคลที่คนอื่นเขียนให้ ทำไมน่ะหรือ เพราะชีวประวัติถูกเขียนและปรับเปลี่ยนเพื่อให้มีสีสันอย่างหนังหรือละครเพื่อดึงดูด ความเพียรนั้นอาจถูกบึดเบือน จงอ่านบันทึก จดหมาย อนุทิน ของคนเหล่านั้นเพื่อความกำซาบถึงเส้นทางเถิด (เฮียแกแนะนำไว้เล็กน้อยว่าควรอ่านอะไร ขอพิมพ์ไว้เตือนใจตนเอง)อาทิA Room of My Ownของ Virginia Woolf  บทนำ(ใบรองปก)ในThe Dark Lady of the SonnetsของShaw,Martin EdenของJack London และทั้งหมดในLost IllusionsของBalzac 

(เวอจิเนียวูฟเป็นนักเขียนหญิงชาวอเมริกันแห่งสมัยใหม่ ความโดดเด่นคือการใช้เทคนิคกระแสสำนึกมาเล่า Shaw คือจอร์จเบอร์นาดชอว์ นักเขียนนวนิยายและบทละครอเมริกันคนสำคัญ บัลซัก เจ้าพ่อนวนิยายสัจนิยมของฝรั่งเศสผู้เนรมิต(ชุด)สังคมมนุษย์ไว้บนหน้ากระดาษ)

7.Thou shalt not let a day pass without re-reading something great.

สูเจ้าเอ๋ยจงอย่าปล่อยให้วันเวลาล่วงเลยโดยไม่อ่านสิ่งอันยอดเยี่ยมแห่งโลกหล้า เพราะการที่จะเป็นนักเขียนที่ยอดเยี่ยมได้นันย่อมมีพื้นฐานมาจากการอ่างานระดับมาสเตอร์พีส ระดับโลก พวกเชคสเปียร์ สวิฟ(โจนาธาน สวิฟ นักเขียนแนวเสียดสี(satire) ที่ดังคือการเดินทางของกัลลิเวอร์) และStern(ใครไม่รุ) (ผู้เขียนแนะนำให้หลีกเลี่ยงงานประโลมโลกที่ภาษาไม่สวย เนื้อหาซ้ำซาก)โดยแนะนำงานของ Pushkin, Gogal,Tolstoy, Dostoevkey, Stendhel,Balzac(ส่วนใหญ่เป็นงานแบบสัจนิยม ออกจะเป็นสัจสังคมนิยม งานพวกนี้จะเน้นการใช้ภาษาอธิบายความที่ละเอียด และมุ่งสะท้อนความเป็นไปของสังคมอย่างตรงไปตรงมาทั้งแง่บวกและความฟอนเฟะยากลำบาก(ที่รู้จักเลยก็ตอสตอย เจ้าของงานวอร์แอนพีซ สุดยอดวรรณกรรมโลก ตอสโตเยฟกี้งานแนวสังคมนิยม ที่ดังคือพี่น้องคารามาชอฟ เน้นสะท้อนความยากลำบากของคน บัลซักเจ้าพ่องานสัจนิยมของฝรั่งเศส สำนักพิมพ์ผีเสื้อพิมพ์หลายเล่มเหมือนกัน(งานเจ๋งมาก ไว้จะเขียนโดยพิศดารอีกที)) สรุปง่ายๆก็ให้อ่านหนังสือดีๆนั่นแล ของไทยก็ลองดูพวกงานที่โลกยกย่อง ไม่ก็พวกงานรางวัล งานซีไรต์ต่างๆ เปนต้น (แลอยากรู้จักหนังสือวรรณกรรมดีๆ ติดตาม(Add)บลอคนี้สิจ๊ะ))

8.Thou shalt not worship London/New York/Paris.

สูเจ้าจงอย่าบูชาเพียงเมืองหลวง ไม่ใช่แต่เมืองหลวงเท่านั้นดอกที่ทรงคุณค่า ทุกพื้นที่นั่นแลต่างก็มีคุณค่าในตัวของมันเอง สูเจ้าจงมองหาแลถ่ายทอดมันออกมาอย่างงดงามเถิด ไม่ต้องสนใจกระแสและแสงสีของเมืองใหญ่ 

ข้อนี้ผมว่าพิสูจน์แล้วนะครับ ผลงานเด่นๆส่วนนึงคือผลงานจากภูมิภาค เรื่องราวของพื้นถิ่นต่างๆที่ผสานเข้ากับเทคนิคและการตีความใหม่ก็มีคุณค่าในตัวเอง(ไม่ต้องแบบ โอ๊ย ต้องงานจากคนเมืองผู้ศิวิไลซ์) เห็นได้ชัดๆจากพวกงานซีไรต์ งานเรียบง่ายกวาดไปตรึม ลูกอีสานงี๊ ล่าสุดก็ลับแลแก่งคอย

9.Thou shalt write to please thyself.

สูเจ้าจงเขียนเพื่อตนเองอย่างที่อยากเขียนเถิดเขียนไปเถิดอะไรที่เจ้าอยากเขียน แล้วจงเขียนเพื่อตนเอง เพื่อทำให้ตนเองอ่านแล้วสุขสันต์ เพื่อให้ได้ระบายหรือแลกเปลี่ยนอะไรที่เจ้าคิด เจ้าสนใจ เจ้าเห็น แต่เจ้าต้องทำให้ตัวเองจริงๆพอใจต้องไม่หลอกตัวเอง(คล้ายๆว่าเขียนเถอะ เขียนเองอ่่านเอง อย่างน้อยก็ทำให้เรารู้สึกว่า เฮ้ย อ่านแล้วงานเรามันดีจริงๆ(ห้ามเข้าข้างตัวเอง) งานมันก็จะดีเอง)

10.Thou shalt be hard to please.

จงเป็นผู้พอใจอันใดยาก ต่อเนื่องจากข้อเมื่อครู่ ว่าจงมีมาตราฐานที่สูง งานของสูเจ้าก็จะถูกคัดกรองด้วยสูเจ้าเอง แล้วงานก็จะดีเอง

 

จบแล้ว

เหนื่อยมาก!!!

ปล Thou shalt คือyou shouldภาษาอังกฤษโบราณ สมัยก่อนภาษาอังกฤษก็จะผันกันคลี่แตก(คือไม่ได้ผันแค่สามช่องเหมือนเดี๋ยวนี้ จะผันไปตามประธานทุุกตัว ผันไปตามตำแหน่งด้วย ยุ่งยากมาก) ที่เขียนแบบนี้คงเขียนเลียนแบบบัญญัติสิบประการซึ่งเป็นของเก่านั่นเอง

ปล2 อาจมีแปล/แปลงมั่วบ้าง ตัดบ้าง สรุปเองบ้าง เขียนอ่านไม่รู้เรื่อง เม้นไว้เถิดจะได้แก้ไข

ปล3 ผู้มีฝันอยากเป็นนักเขียน จงเขียนและอย่าหยุดอ่าน!!!

สุดท้ายนี้สูเจ้าอย่าลืมติดตามนิตยสารของหมู่ตูข้าที่กำลังคร่ำเคร่งซุ่มทำโดยมุ่งมั่นเผยแพร่ความรู้ทางวรรณกรรมในรูปแบบแนวๆได้เร็วๆนี้

edit @ 21 Nov 2009 20:03:03 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

edit @ 21 Nov 2009 20:06:22 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

edit @ 22 Nov 2009 17:59:55 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

edit @ 25 Nov 2009 23:23:37 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

ช่วงนี้เหมือนจะเป็นช่วงที่คุณน้องๆ ม ปลาย กำลังจะก้าวไปสู่รั้วมหาวิทยาลัย เรื่องการสอบตรงเอย เลือกคณะอะไรต่างๆเลยสะพัดกันมากมายมหาศาล ในฐานะที่ตัวฉันเองเรียนอยู่ในสาขาที่ "น่ากังขา" มากที่สุดสาขานึงของสารบบสาขาวิชาแห่งประเทศไทย คำถามที่มักถามคือ เรียนไปทำไม? เรียนอะไร? เรียนยังไง? เรียนแล้วได้อะไร? ดังนี้ฉันจะแถลงไขให้กับน้องๆทั้งหลายเหล่านี้ฟังว่า เธอจะเลือกเรียนวรรณคดี หรือเธอจะถอนตัวดี(เพราะตระหนักได้ว่าหลงผิด)

 

เอาละ ฉันต้องอธิบายคร่าวๆก่อนว่าฉันเรียนเอกวรรณคดีไทย ที่มหาวิทลัยเกษตรศาสตร์ ที่ซึ่งไม่ได้มีแต่ศาสตร์แห่งการทำไร่ไถนาเท่านั้น หากแต่มีภาควิชา(สุดโด่งดังในโลกแห่งการศึกษาวรรณคดี?)เช่นนี้อยู่อีกด้วย ซึ่งในปัจจุบันปีหน้า ถ้าเธอสอบเข้ามาเธอจะเป็นเด็กหลักสูตรใหม่รุ่นที่4 คือเป็นเด็กที่เรียกตัวเองว่าเรียนเอก"วรรณคดี" เฉยๆ(ในทรานสคริป) ไม่ได้ระบุแยกว่าฉันวรรณคดีไทย ฉันวรรณคดีอังกฤษ อีกแล้ว แต่ในทางปฎิบัติ มันก็เหมือนเดิม(แยกเรียนเป็นTL ELเหมือนเดิม) แต่ปรับหลักสูตรไปพอสมควร โดยเฉพาะของวรรณคดีไทย

ด้วยความที่ฉันเป็นนิสิตรุ่นเก่าที่สอดรู้สอดเห็นเรื่องในภาคคนหนึ่ง ฉันจึงเลือกเรียนเอกวรรณคดีไทย และโทวรรณคดีอังกฤษ(เก๋ไหม?) ฉันจึงสามารถประกาศข้อมูลได้ทั้งสองฝั่งฝ่าย แต่จะขออธิบายของวรรณคดีไทยเป็นหลัก แต่คงมีข้อมูลทางวรรณคดีอังกฤษด้วย ดังนั้นคนที่เข้ามาอ่าน ณ จุดนี้ก็จะได้หลายเด้ง และจะเด้งไปได้หลายที่เพราะวรรณคดีมันมีหลายที่ แต่เท่าที่ทราบ ที่ๆมีเรียนวรรณคดีอย่างเป็น สาขาเอก แบบระบุไปว่าเป็นวรรณคดีเลยจะมีสามที่ คือ จุฬาจะมีสาขาภาษาและวรรณคดีไทย(เอ ไม่แน่ใจว่าระบุรึเปล่า แต่มันมีเรียนหนักทางวรรณคดีไทยเป็นสาขาเอกละกัน) ธรรมศาสตรมีสาขาภาษาและวรรณคดีอังกฤษ แล้วก็เกษตร(ดูไม่น่าเชื่อเนอะ) มีทั้งสาขาวรรณคดีไทย และ วรรณคดีอังกฤษ(แถมมีอาจารย์ในภาคเป็นอาจารย์วรรณคดีฝรั่งเศสอีก1ท่าน) ไม่นับ ป โท ถ้า ป โท(เท่าที่ทราบ) จุฬาจะมีวรรณคดีญี่ปุ่น วรรณคดีไทย วรรณคดีเปรียบเทียบ เกษตรมีวรรณคดีไทย รู้สึกว่าวรรณคดีอังกฤษจะไม่มีเปิดเลย นอกนั้นที่ไม่ได้กล่าวถึงก็จะเป็นส่วนหนึ่งของพวกสาขาภาษาไป เช่นพวกเอกไทยก็ต้องเรียนวิชาวรรณคดีไทยด้วย เอกอังกฤษก็ต้องเรียนวิชาวรรณคดีอังกฤษรวมถึง ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เยอรมัน ก็มีวิชาวรรณคดีประกบในการเรียนภาษาเพื่อความสมบูรณ์แบบ

ทีนี้เรียนวรรณคดี เรียนอะไร เรียนไปทำไม?

การเรียนวรรณคดีในไทยผมรู้สึกว่ายังไม่ค่อยกว้างขวางเท่าไหร่ถ้าเทียบกับสาขาฮิตๆอื่นๆ เพราะว่ามันเอาไปใช้ตรงๆไม่ได้ ไม่เหมือนพวกวิชาที่เป็นวิชาชีพไปเลย คือเรียนปุ๊บรู้เลยว่าจบไปทำงานอะไร(ส่วนใหญ่่วิชาสายวิทย์จะเป็นเช่นนี้ ส่วนแผนศิลป์จะเป็นเป็ด) ขอบอกว่า(คนมักมองว่า)การเรียนวรรณคดีเป็นโคตรเป็ดของโลกแห่งสายศิลป์ เพราะคิดดูว่าสาขาอื่นๆทางสายศิลป์(พวกคณะสายภาษา อย่างมนุษย์ อักษร ศิลปศาสตร์)  อย่างน้อยๆนะเค้าก็เรียนภาษากัน จบไปเอาภาษาหากิน ที่ซวยต่อคือพวกวิชาแบบ โอ๊ย ศาสตร์ชั้นสูง เรียนแบบเพ้อฝัน เอาไปทำไรกิน? เท่าที่นึกออกก็จะเนี่ยแหละ วรรณคดี กับ ปรัชญา แต่ต้องขอแก้ว่า ถ้าคุณรักจริง ชอบจริง เรียนวรรณคดี รุ่ง! และ เลิศ! (เข้าข้างตัวเอง)

อย่างวรรณคดีอังกฤษผมว่าคนคงเลือกเยอะและ เพราะมันคล้ายๆเอกอิ๊งกลายๆ แต่เน้นหนังสือมากกว่า(ตามความคิดคนส่วนใหญ่) ดูเรียนยากกว่าเอกอิ๊ง(แล้วแต่ความถนัด) และดูเลอค่า คือกะว่ามาอึดจนได้ภาษาอังกฤษระดับวรรณคดี ซึ่งขอบอกว่าคิดถูก (และส่วนตัวผมก็ชอบเรียนวิชาของวรรณคดีอังกฤษมากกว่าวิชาของสาขาภาษาอังกฤษเฉยๆ) เพราะเวลาเรียนจะใช้ภาษาอังกฤษเป็นแกนหมด ทั้งสอน อ่าน เขียน(แต่อย่ากลัว เลเวลแรกๆ อาจารย์จะใจดีมากมาย แถมบางทีก็ชอบเม๊าท์ มีซับไทยอธิบาย) จบไปก็ยังไปได้อีกหลายเพราะอย่างน้อยก็มีภาษาอังกฤษชั้นดีและความรู้ทางหนังสือหนังหาที่กว้างขวาง(รวมการวิเคราะห์ วิจารณ์และทักษะการเขียนแลการอ่าน)

ส่วนทางวรรณคดีไทยของเกษตรปัจจุบันที่ปรับหลักสูตรแล้วมันจะpracticalมากขึ้น คือเน้นสนองตลาดแรงงานมากขึ้น ยัดทักษะภาษาอังกฤษให้มากขึ้น เน้นให้ทั้งวรรณคดีไทยแลอังกฤษปรับเข้าหากันมากขึ้น จริงๆถ้าเป็นหลักสูตรเก่าจบไปจะเป็นแบบเน้นจบไปเป็นนักวิชาการมากกว่า(มากๆ)

ทีนี้จะตอบละว่าเราเรียนอะไรกัน แน่นอนว่าเรียนวรรณคดีก็ศึกษาวรรณคดีในฐานะผลผลิตของมนุษย์ไงล่ะ ทีนี้มันก็ตอบได้กว้างมากว่าเราศึกษาอย่างแล้วศึกษาไปเพื่ออะไร แต่ทักษะรวมๆที่จะได้จากการเรียนวรรณคดีคือ ทักษะในการอ่าน การคิด ตีความ วิเคราะห์และวิจารณ์ เป็นความสามารถหลักๆของนักเรียนวรรณคดี(ที่ดี) ขอให้ลืมการเรียนวรรณคดีแบบมัธยมไปได้เลย ว่าการเรียนวรรณคดีคือการท่องจำ เพราะการเรียนวรรณคดีจริงๆ "ไม่ต้องท่องเลย(แต่ต้องเข้าใจประเด็น)" สิ่งที่ต้องวัดกันจริงๆคือ "ความคิด"มากกว่า การเีรียนวรรณคดีไม่เน้นตอบคำถามแบบComprehension(เป็นระดับเอาความ) ที่แบบ ใครทำอะไรที่ไหนเมื่อไหร่ แต่เราเน้นตอบHowและWhy(ระดับตีความ)มากกว่า ข้อสอบทั้งหมดจะเป็นข้อสอบเขียน บอกลาการกาไปได้เลย แถมมักจะสอบทีถามซักสามข้อ(อย่างมาก) สิ่งที่จะได้ทำบ่อยมากคือการเขียนบทความและบทวิจารณ์

ถามว่ามันยากไหม มันก็ยากนะแต่ก็อีกว่าแล้วแต่ความถนัดมากกว่า ถ้าชอบคิดชอบทำความเข้าใจ ไม่ชอบท่อง ก็จะถูกโรค ในที่สุดระดับสูงๆก็จะสามารถมองวรรณกรรม(งานเขียนอะไรต่างๆ รวมถึงหนังด้วย)ได้มีมิติมากขึ้น เข้าใจได้ทะลุขึ้น อาจจะเอาทฤษฎีอะไรต่างๆมาจับได้พร้อมกับทักษะการคิดและการเขียนที่จะได้มาพร้อมกัน

ดังนั้นพอจะเห็นลางๆรึยังว่า สรุปว่าเรียนแ้ล้วจะเอาไปทำอะไรได้ ตอบง่ายๆว่า "ทำหนังสือ" อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับหนังสือจะเป็นงานที่คนจบวรรณคดีจะเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ เช่นกองบรรณาธิการ(เพราะสามารถอ่านและีคัดสรรอะไรต่างๆได้ รวมถึงความรู้ต่างๆก็จะเกื้อหนุนในการทำงาน) คอลัมนิสต์(ทักษะในการเขียนและการคิด) นักเขียน หรือเทพมากๆก็เป็นนักวิจารณ์(สายตรง) (อีกสายนึงคือเป็นอาจารย์วรรณคดีไปเลย) อย่างสายหนังสือผมคิดว่าคนคงอยากไปสายนี้กันเยอะ ซึ่งถ้าลองดูว่าแต่ละสาขามันต้องการระดับความสามารถที่สูงมากๆ ดังนั้นถ้าเรียนวรรณคดีไปสิ่งที่สำคัญคือต้อง"เก่งจริง"(เพราะตำแหน่งงานก็น้อย) ซึ่งจะมีพื้นฐานมาจากต้อง"ชอบจริง" ก่อน

ทีนี้ชอบจริง ชอบอะไร ง่ายๆอีกแล้วคือชอบอ่าน ชอบคิด ชอบถกเถียง ถ้าเลือกเพราะคะแนนได้ เลือกกั๊กโดยที่ไม่ชอบอ่าน ไม่ชอบวรรณกรรม จะเรียนแบบsufferมาก บอกตรงๆเรียนแล้วจะเน่าจริง แบบบูดไปเลย จบไปเกรดก็จะเน่าๆ ไม่ค่อยได้อะไรไป(เพราะไม่ถูกสเป็ก แต่ยังดีคือพอจะเอาตัวรอดในการเปลี่ยนสายได้) ถ้าแบบเรียนแล้วใช่เลยจะเรียนได้รุ่งมาก(โดยเรียนแบบสบายๆ ผมว่าเรียนสนุกนะ วรรณคดีอ่ะ มันต้องคิดต้องอภิปรายอะไรกันตลอด แบบเอ้า อ่านแล้วคิดว่าไง ทำไม อันนี้จะสื่อถึงอะไร ทำไมถึงเป็นแบบนี้ ทำไมถึงเป็นแบบนั้น ประเด็นคืออะไร) อีกอย่างถ้าไปในอารยะประเทศจะอินมากถ้าแบบบอกว่า อ๊ะ ชั้นเรียนวรรณคดีมา แล้วสามารถไปคุยกะเ้ค้ารู้เรื่องพวกแบบ ชั้นรู้จักนะเชคสเปียร์ฟาวตัสมาโลว์ โรแมนติกซิสซึม แนวคิดแฟมินิส เซอเรียล อะไรก็ว่าไป ฝรั่งจะแบบ อ๊า ทึ่ง...(ในขณะที่เมืองไทยมักจะตามด้วย เรียนไปทำไมอ่ะ...ชิ)

 

ปล อัพดึกมาก กลุ่มเป้าหมายคือน้องๆ ม 6 สงสัยนอนกันหมดแล้ว แล้วใครจะมาอ่านนี่ ฮ่วย!

ปล2 เอกวรรณคดีไทยที่เกษตร มีรับตรงอยู่นะ  http://lit.hum.ku.ac.th/

จริงๆตั้งใจจะเขียนถึงข้อสอบตรงซะหน่อย จำได้ว่าเคยเห็นปีนึงแล้วแอบบอกอาจารย์ว่า ง่ายจังฮะอาจารย์ แต่มีพาทเขียน ผมว่างัดกันที่พาธนี้ละ (กะจะเขียนเทคนิคการเขียนตอบข้อสอบอัตนัยด้วย แต่ไว้วันหลังละกัน ง่วงแล้ว~)

ปล3 V@n=ว่าน ครับ

edit @ 18 Nov 2009 00:20:51 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

edit @ 18 Nov 2009 00:30:16 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

edit @ 18 Nov 2009 00:32:37 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

edit @ 18 Nov 2009 00:37:31 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

edit @ 18 Nov 2009 00:49:22 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

edit @ 18 Nov 2009 00:51:47 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

edit @ 18 Nov 2009 00:53:53 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

ดังนี้เป็นเอนทรี่ สั้นๆ รวบรัด และ "แรง"

กรุณาใช้วิจารณญาณ ในการรับชม เอนทรี่นี้มุ่งเน้นการสะท้อนการสร้างวรรณคดีของสังคมที่ไม่จำกัดระดับชั้น และความหลากหลายทางวรรณคดี

 

กลับมาที่สาระที่เกี่ยวข้องนิดนึงก่อนที่จะเข้าหัวข้อ

โดยปกติแล้วพอพูดถึงคำว่า "วรรณคดี(ไทย)" สิ่งที่ผุดเข้ามาในหัวคืออะไรที่มันเลิศลอย งดงาม สูงส่ง เลอค่า (อ่านยาก ไม่สนุก น่าเบื่อ เชย บลาบลาบลา) ซึ่งถ้าพูดกันจริงๆแล้ว วรรณคดีถ้ามันแต่งมานานนมแล้วยังไม่ตาย(แปลว่าภาษาดี มีคุณค่าที่ได้รับการทดสอบด้วยกาลเวลาแล้ว(ของไทยเน้นคุณค่าความงามของภาษาเป็นสำคัญ))ส่วนใหญ่ก็จะจัดว่าเป็นวรรณคดีทั้งสิ้น ซึ่งแน่นอนว่าในสมัยก่อนนู๊น วรรณคดีก็เป็นเครื่องบำเรอความสุข(อันสำคัญ)อย่างหนึ่งของคนโบราณ(เพราะไม่มีอินเตอรเน็ต หรือทีวีสีดู) ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เขียนๆแล้วเอามาเสพย์ด้วยการอ่านเหมือนสมัยนี้หรอก เค้าใช้เล่าหรือขับ(ไม่ใช่drive)แ้ล้วฟังกันเพื่อความเพลิดเพลิน(แบบนี้เรียกว่าเป็นแบบมุกขปาฐะ ซึ่งเป็นลักษณะสากล ส่วนใหญ่เืรื่องราวที่แต่งๆขึ้นก็จะใช้วิธีเล่าต่อๆกันมา)ออฟชั่นมากขึ้นก็แต่งเป็นบทละคร มีบทร้องบทพูดโต้ตอบแสดงให้ชมเป็นมหรสพกัน

 

ที่ชัดๆเลยก็คือการเล่นละครและบทละครพวกนี้แหละ ที่มัน"แรง"

ที่รู้ๆหรือเคยร่ำเรียนกันมา บทละครแบ่งได้เป็นสองประเภทใหญ่ๆ คือละครใน กับ ละครนอก(แบ่งตามที่เกิดของมัน ซึ่งจริงๆัมันแบ่งได้ละเอียดกว่านี้ แต่ต้องไปค้นตำรา ที่มีละครร้อง ละครรำ ละครชาตรี ละครพันทาง ละครสังคีต บลาๆๆ)กลับมา แน่นอนเลย ละครในก็เล่นในวังเป็นเครื่องบันเทิงชั้นสูง เน้นความอ่อนช้อย งดงาม ทั้งภาษา เครื่องแต่งกาย ดนตรีและท่ารำ ส่วนละครนอกก็เล่นกันแบบชาวบ้านร้านตลาดดู ดูเอาฮา ดูเอามัน(ส์) เนื้อหาก็จะเป็นตลกแรงๆ ด่าทอกันแบบชาวบ้านเลยก็มี ทะลึ่งลามกนี่ก็เรื่องปกติ แต่ที่ว่าด่าทอกันแบบชาวบ้านร้านตลาดเนี่ยและ"แรง"เนี่ย เพราะในบทละคร(ที่รู้สึกจะแต่งเป็นกลอนบทละครอย่างงดงาม)อย่างบทละครนอกเรื่องพระสุธน(พระสุธน มโนราห์) ฉบับเก่าสมัยอยุธยา ด่ากันแรงถึงขนาดใช้คำที่จั่วหัวเอนทรี่นั่นแล แล้วที่แรงไปกว่านั้นคือเป็นตอนที่แม่ของนางมโนราห์ด่าลูกตัวเอง(คือนางมโนราห์ทูลขอพระมารดาไปเล่นน้ำกับพี่น้อง พระมารดาได้คำทำนายจากโหรว่าลูกสาวนางจะมีเคราะห์ ต้องเก็บตัวในปราสาทเจ็ดวัน เลยไม่ยอม ว่ากันไปว่ากันมา พระมารดาเลยด่าซะ) แล้วมันแรงขึ้นไปอีก เมือนางมโนราห์"ย้อน" แม่ตัวเอง...ไว้ลองอ่านเอาเอง(ครั้งแรกที่ได้ยินอาจารย์เล่าให้ฟัง ทั้งขำทั้งแปลกใจ ว่าตัวละครพวกนี้ไฉนปากร้ายกันถึงขนาด) เอาล่ะ ลองอ่านกันว่าจะแรงสมชื่อไหม

นี่แหละนางมโนราห์ นี่แหละที่(ปาก)ร้ายนัก เห็นสวยๆอย่างนี้

พระมารดา(วีนนางมโนราห์):
"เลี้ยงลูกชาวบ้านเอย อีนี่ใจแข็งใจกล้า
กูจะพริ้วหิ้วขา หน้าตากูจะตบให้ยับไป
ไว้กูจะหยิกเอาหัวตับ ไว้กูจะยับเอาหัวใจ
ปากร้ายมาได้ใคร พวกอีขี้ร้ายชะลากา
ขวัญข้าวเจ้าแม่อา ตัวแม่ก็ทำเป็นไม่รู้
รู้มากอีปากกล้า มึงไปได้มาแต่ใหน(สะกดแบบเก่ามัง)
พระพรายพัดไป ลมเพลมพัดอีดอกทอง

แรงมะ แต่จะแรงยิ่งขึ้นเมื่ออ่านการย้อนของลูกสาวที่นางย้อนว่า

"นางแม่ของลูกอา แม่มาด่าลูกไม่ถูกต้อง
ทั้งพี่ทั้งน้อง เหล่าเราดอกทองเหมือนกัน
ดอกทองทั้งสิ้นเผ่า เหล่าเราดอกทองสิ้นทั้งพันธุ์
ดอกทองเสมือนกัน ทั้งองค์พระราชมารดา"
(แนะนำให้อ่านออกเสียง จะได้ใจมาก) 

 (แอบไปเอามาจากในเวป ไม่แน่ใจว่าตัวบทถูกรึเปล่า แต่จำได้ว่าแบบนี้แหละอาจคลาดเคลื่อนบ้างบางคำ)

ปล เลยถามอาจารย์ว่า ทำไมถึงหยาบล่ะ อาจารย์บอกว่า เค้าว่ามันเป็นคำผวน (ผวนกันใหญ่ละสิ)

แถมข้อมูลนิดนึง อย่างในรัชกาลที่สอง ตัวรัชกาลที่สองเองก็ทรงพระราชนิพนธ์บทละครนอกขึ้น5เรื่อง(สังข์ทอง ไกรทอง คาวี มณีพิไชย ไชยเชษฐ์) ซึ่งตอนนั้นว่ากันว่าพระองค์ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นเพื่อลบคำสบประมาทว่า(ด้วยความที่พระองค์รักการละครมาก) เจ้านายในวังที่อยู่แต่ในรั้วในวังเนี่คงแต่งได้แต่ละครแบบละครใน ละครชาวบ้านร้านตลาดจะแต่งได้หรือ(อะไรทำนองนี้) พระองค์เลยสนอง จัดมา5เรื่อง ซึ่งก็ใช้สำนวน ลีลา แบบละครชาวบ้าน มีด่าทอมีอะไรแนบเนียนเหมือนงานของชาวบ้านจริงๆ

สาระ20% - -"

 

ปล อ่านดีช่วยบอกต่อ

ขอบอกว่าเนื้อหาในเอนทรี่สำหรับคนที่อยากเข้าทางอักษรศาสตร์ มนุษย ศิลปศาสตร์ อาจจะมีประโยชน์นะเออ อย่างน้อยก็สอบเข้าหรือเป็นความรู้พื้นฐาน(คิดว่าในบลอคน่าจะมีบ้าง - -")

edit @ 15 Nov 2009 18:57:06 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

Please Leave A Comment,It doesn't waste your time as much but it will please me as well. free counters