แฟนตาซี?นอกจากแฟนตาซีแล้ว มีอะไรอีก?
posted on 27 Nov 2009 20:05 by vaaaanเชื่อว่าทุกคนย่อมรู้จักงานประเภท"แฟนตาซี"กันเป็นอย่างดี แต่เคยสงสัยไหมว่า แฟนตาซี จริงๆแล้วมันคืออะไร แล้วนอกจากแฟนตาซี ในวงวรรณกรรมมันมีอะไรที่เข้าทำนอง เป็นgenre(ชอง/ประเภท)ที่คล้ายๆกันอีกหรือไม่ ซึ่งเอนทรี่นี้ขอถ่างความรู้เรื่องgenreทางวรรณกรรมของท่านผู้อ่านทุกท่านให้กว้างขึ้นอีกสักเล็กน้อย
สิ่งที่จะพูดถึงมี
แฟนตาซี
สัจนิยม
เซอเรียล
สัจนิยมมหัศจรรย์
ไซไฟ
ดังนี้ โดยทั่วไปถ้าถามว่าแฟนตาซีคืออะไร อ้อแน่นอน ทุกคนย่อมคิดถึงโลกใน"จินตนาการ" ที่ไม่มีอยู่จริง โลกอีกใบที่อะไรก็เกิดขึ้นได้ โดยพื้นฐานแล้วมักมีองค์ประกอบสำัคัญคืออำนาจเวทย์มนตร์ มังกร แม่มดพ่อมด สัตว์พูดได้อันพิลึกกึกกือต่างๆเป็นพื้นฐาน ในไทยแล้วนั้นด้วยพื้นฐานจากความเฟื่องฟูของแฮรี่ พ๊อตเตอร์(ด้วยการแนะนำของอดีตนายก และกระแสที่ถาโถมที่เกิดขึ้นทุกมุมโลกด้วยอำนาจของเจ๊เจเค)องค์ประกอบของแฟนตาซีไทยคือโรงเรียนเวทย์มนตร์ ตัวละครเอกที่เป็นนักเรียนที่"พิเศษ" มิตรภาพ การผจญกับตัวร้าย บลาๆๆๆๆ ส่วนอีกด้านคือสุดยอดงานแฟนตาซีที่ย่อมแวบเข้ามาคือลอร์ดออฟเดอะริง ผมเชื่อว่าถ้าพูดคำว่าแฟนตาซี สองเรื่องนี้ต้องเป็นสิ่งที่ทุกคนคิดขึ้นแน่(ขอแถมอีกเืรื่อง สำหรับผมคือ นาร์เนีย)
สรุปแล้วเรากำลังพูดถึงโลกในจินตนาการ ที่ไม่ปรากฎในโลกแห่งความเป็นจริง เป็นโลกอีกใบหนึ่งที่แยกเด็ดขาดออกจากreality ดังนี้ถ้ามีคำว่าrealityขึ้นมา มีกระแสวรรณกรรมหนึ่งที่ฉันต้องพูดถึง คือrealism ในภาษาไทยว่า สัจนิยม
ทำไมต้องพูดถึงrealism นั่นก็เพราะว่ามันเป็นจุดพลิกผันทางวรรณกรรมสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์วรรณกรรมที่งานแบบนี้ยังคงเป็นพื้นฐานของการสร้างงานมาจนถึงยุคปัจจุบัน ทำให้เกิดงานนิยาย นวนิยายและเรื่องสั้นต่างๆ จนอาจพูดได้ว่า ถ้าไม่มีสัจนิยมเนี่ย ป่านนี้เรายังคงแบบว่า เจ้าหญิงเจ้าชายมังกร ฮีโร่ไปปราบสัตว์ประหลาด ป่าเขาเงาไม้งดงาม ดังนี้จะของอธิบายสัจนิยมโดยสังเขป สัจนิยมคืออะไร ง่ายๆเลยดูจากคำว่าreal + ism ดังนั้นสัจนิยมคือการที่คนหันมาให้ความสนใจกับ"ความจริง" อะไรต่างๆที่เกิดขึ้นรอบตัวต้องถ่ายทอดมันออกมา"ตามความเป็นจริง" คืองี๊ ไม่ใช่ว่าคนก่อนศตวรรษที่19จะโกหกเขียนอะไรไม่จริงหรอก แต่พูดง่ายๆคือ มันเปลี่ยนจากอุดมคติ มาเป็นเขียนเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆในสังคแล้วก็เน้นถ่ายทอดความจริงไปอย่างไม่มีการเจือปน เช่น จากเดิมเขียนแต่เรื่องวีรกรรมของชนชั้นสูง หรือแบบโอธรรมชาติงดงาม ถ่ายทอดแต่อะไรที่ดีที่งาม ทีนี้พวกสัจนิยมเลยบอกว่า อ้าวแล้วอีแบบ อีสาวโรงงาน อีคนป่วยเป็นโรค อีอีกมุมมืดในสังคมต่างๆที่มันไม่สวยงามอ่ะ มันไม่มีค่าหรอ มันไม่มีจริงหรอ ดังนั้นเลยเกิดงานมาสเตอร์พีซของหมู่สัจนิยมของกุสตาฟ โฟแบร์คือ มาดาม โบวารี (ถ้าจำไม่ผิดจะพูดถึงผู้หญิงที่แต่งงาน แต่แบบ เบื่ออ้ะ ส๊ามีทิ้งให้เอกา เลยมีชู้ซะ แล้วประเด็นเป็นชู้เนี่ย เป็นมุมมืดที่แบบว่าพวกสัจนิยมจะชอบมาก ยิ่งแบบไปเป็นชู้กับคนสวนล่ำๆ(จากมาดามชนชั้นกลาง) อะไรทำนองเนี๊ย) แล้วมันจะพัฒนาไปเรื่อยๆจนกลายเป็นงานที่มุ่งเน้นสะท้อนภาพปัญหาของสังคมเมือง การทารุณเด็กผู้หญิงเช่นงานของดิกเก้นซ์ หรือจะพัฒนาไปในด้านแนวคิดแบบสัจนิยมจนกลายเป็นโคดพ่อโคดแม่สัจนิยมที่เรียกว่าnaturalism คือพวกนักเขียนจะแบบเก็บข้อมูลทุกแง่มุม เขียนเรื่องแบบสร้างโลกโดยใช้หลักวิทยาศาสตร์ ตัวละครจะแบบมีแฟมิลี่ทรีไล่ขึ้นไป มีการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม แบบโอ๊ยเยอะแยะแบบสุดโต่งมาก
Surrealคือสิ่งที่คู่ขนานกันกับสัจนิยม(คือควรเข้าใจตรงนี้ว่าตะวันตกมันจะแบบ มีการตามกระแสก็สร้างงานตามๆๆๆๆ แล้วก็ซักพักจะเริ่มมีการโต้ตอบกัน มันเลยแบบเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา(หรืออาจจะไม่ถึงขนาดไปเปลี่ยนกระแส แต่มีงานแบบคู่ขนาน)) คือในขณะที่สัจนิยมเน้นการถ่ายทอดความจริง มีงานอีกกลุ่มคืองานแบบเหนือจริงหรือsurreal พวกนี้จะเปลียบเทียบได้ชัดมากในงานศิลปะ คือrealismเน้นถ่ายทอดความจริงที่เห็นด้วยตา แต่เซอเรียลบอกสิ่งที่เห็นด้วยตาหรือจะสำคัญ มันต้องความรู้สึกในจิตใจสิถึงจะสำคัญ สิ่งที่เราควรแสดงคือนี่แหละ ความรู้สึกที่บิดเบี้ยวอะไรต่างๆที่มันไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่มันไม่มีหรอ ดูง่ายๆ
นี่คือสัจนิยม งานของมีเล ถ่ายทอดเรื่องราวของหญิงชาวนาที่เดินเก็บเมล็ดข้าว(ไม่อุดมคติ ไม่งามแบบวีนัส)
และนี่คือเซอเรียล(สกรีมของเอดมัน มุนช์) คือเน้นถ่ายทอดภาพ"ภายใน"มากกว่า"ภายนอก"แบบสัจนิยม
ในงานเขียนสัจนิยมก็จะละเอียดมาก บรรยายฉากเป็นสิบๆหน้า แต่พวกเซอเรียล(ที่เกิดหลังเยอะเหมือนกัน)จะแบบ อะไรวะ อ่านไม่รู้เรื่อง แบบว่าหลุดโลกมาก
จะบอกว่าที่ต้องท้าวความถึงสัจนิยมแลเซอเีรียลก็เพราะว่าจะมาสู่ สัจนิยมมหัศจรรย์ ซึ่งเจ้านี่แหละที่เอนทรี่นี้ต้องการจะพูดถึงโดยเอาแฟนตาซีมาเกี่ยวข้อง คือสัจนิยมมหัศจรรย์ หรือ magical-realism มันคือการเอาความสุดโต่งของสองอันบนเนี่ย มาไว้ด้วยกันในงานชิ้นเดียว
การเกิดขึ้นของสัจนิยมมหัศจรรย์คือการโต้กลับงานกลุ่มสัจนิยมในประเด็น"ความจริง"ว่าอะไรคือความจริง สิ่งที่พวกสัจนิยมถถ่ายทอดคือ"ความจริง"จริงหรือ มันคือความจริงที่แบบ จริงแท้จริงป่ะ แล้วความจริงของเธอกับความจริงของฉันอ่ะ มันจริงเดียวกันรึเปล่า เอาง่ายๆ เหมือนมีผมกับคุณนั่งมองต้นไม้ต้นเดียวกัน หรือผลอะไรซักอย่าง แต่สุดท้ายถ่ายทอดออกมาไม่เหมือนกัน ตกลงอันไหนจริง? พวกสัจนิยมมหัศจรรย์เลยบอกว่า ก็เนี่ยแหละคือความจริงของฉัน ในโลกของฉันสิ่งที่พวกเธอบอกว่ามันไม่จริง มันจริง แต่บางสิ่งที่พวกเธอบอกว่ามันจริง มันอาจจะไม่จริงสำหรับพวกฉันก็ได้ ให้นึกภาพว่างานพวกนี้มันเกิดจากการโต้ตอบแนวคิดแบบสัจนิยม แบบวิทยาศาสตร์ ลองนึกถึึงภาพคนขาวเข้าไปสู่ดินแดนของอเมริกันพื้นเมือง พวกแบบละตินอเมริกา ที่ๆยังแบบว่าเฉลิมฉลองกับวิญญานของคนตาย ที่ที่ความมหัศจรรย์ยังคงเป็นจริงสำหรับพวกเค้า การพูดคุยกับสัตว์ การกลับมาของวิญญาณหรืออะไรต่างๆที่มัน"magical"(โดยพวกคนขาวที่แบกเอาวิทยาศาสตร์เข้าไปแล้วบอกว่าพวกแกมันบ้า ของพวกนี้มันไม่จริง ต้องนี่ สัจนิยม วิทยาศาสตร์ นี่แหละความจริง)
ดังนั้นsenseที่สำคัญของสัจนิยม-มหัศจรรย์คือการโต้กลับกับอำนาจบางอย่าง โดยงานกลุ่มเนี๊ย ละตินอเมริกาจะดังมาก มีนักเขียนโนเบลคนนึงดังสุดๆชื่อกาเบรีล กาเซ มาเกซ มันจะมีตอนนึงรู้สึกจะในเรื่องหนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว(แปลไทยแล้ว) มันก็อย่างเนี้ย คนขาวเจอคนพื้นเมือง เสร็จคนพื้นเมืองก็ไปเห็นทีวี แล้วเค้าจะอธิบายได้แบบ เข้าท่าอ่ะ แบบรับฟังได้ว่าโดยสรุปแล้ว ทีวีหรือไอ่กล่องอะไรเนี่ย มันเป็นมายา มันไม่มีจริง และมันไร้สาระ!(ตบหน้าเลยมะ)
ทีนี้ฟังดูมันก็คล้ายๆกับแฟนตาซีเหมือนกันใช่ไหมฮะ แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าอันนี้เป็นแฟนตาซี อันนี้เป็นเมจิคอล...อย่างที่ได้บอกไปแล้วว่านัยยะสำคัญของเมจิคอลมันคือการโต้ตอบกับอะไรบางอย่างด้วยการเอาโลกความจริงสองฝั่งมาปะทะกันบนแกนตรรกะชุดเีดียวกัน ซึ่งไม่เหมือนกับแฟนตาซี แฟนตาซีคือการสร้างโลกขึ้นาอีกใบที่มีชุดตรรกะเป็นของตัวเองและแยกตัวออกจากโลกแห่งความจริงโดยเด็ดขาด อย่างเช่นในแฮรี่ โลกของพ่อมดแม่มดจะขาดออกจากโลกปกติ นาร์เนียก็เช่นกัน โดยทั้งสองโลกอาจจะมีจุดเชื่อมระหว่างสองโลก แต่เมจิคอลเรียลลิซิ่ม โลกสองใบจะอยู่ด้วยกัน เช่น ตัวละครอาจจะคุยๆกันเสร็จปุ๊บลมอาจจะพัดอีกตัวบินหายไปเฉยเลย อีตัวละครที่คุยด้วยก็จะเฉยๆกับอาการบินหายไป ทำเหมือนกับว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่สามารถเกิดขึ้นได้ หรือการร้องไห้จนน้ำตาเจิ่งนองไปทั่วบ้าน ตัวละครอื่นก็จะแบบ ร้องไห้ทำไมไปปลอบที แต่ไม่แบบ เฮ๊ย ทำไมน้ำตามันเยอะจังวะ ที่ชัดๆของไทยก็หมานครไงเล่า ยายตาย กลับมาเป็นตุกแก คนมีหาง อะไรเทือกๆนี้
อีกประเด็นคือไซไฟ ไซไฟนี่เป็นพัฒนาการฝ่ายสัจนิยมที่แบบวาดฝันของมนุษย์ให้เป็นจริง ไซไฟเป็นอย่างนี้เพราะอะไร เพราะไซไฟให้ภาพความน่าตื่่นตาตื่นใจของสรรพสิ่งโดยมีพื้นฐานจากน้ำมือมนุษย์โดยมีิวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือนั่นเอง
ปล อาจเกิดคำถามว่ารู้ไปเพื่อ (แต่อย่างว่ารู้ไว้ใช่ว่านา)แต่การที่รู้จักสัจนิยมมมหัศจรรย์หรือmagical realism ทำให้เวลาเราอ่านงานจำพวกนี้ อาจทำให้เข้าใจอะไรได้มากขึ้นว่าผู้เขียนต้องการสื่ออะไร ไม่ใช่แค่เอาเรื่องมหัศจรรย์แปลกประหลาดมาใส่ไว้สนุกๆ แต่มันมีจิตวิญญานของการต่อสู้แฝงอยู่ด้วย
ปล2 สัจนิยมมหัศจรรย์ที่ไม่ยาวมาก อ่านสนุก(และแรงนิดนึงและเฟมินิสพอสมควร) คือเรื่องรักซ้อนซ่อนรส(Like a Water for Chocolate) อำนาจของอารมณ์ถ่ายทอดผ่านอาหาร คือแบบว่านางเอกถูกกดด้วยอำนาจของผู้ชาย แล้วก็มีการตอบโต้ผ่านพลังของผู้หญิง(อาหารแลเรือนร่าง)มีเป็นหนังด้วยขอเอาตอนเด็ดมาให้ชม คือเป็นตอนที่คนรักนางเอก(ที่ถูกกีดกัน)เอากุหลาบมาให้(ทำอาหาร)ในหนังสือจะบอกว่านางดีใจมากเลยกอดไว้จนเลือดอาบกุหลาบ เสร็จก็เอาไปทำนกกระทาอบกลีบกุหลาบ ลองดูอำนาจของอาหารซิว่าเลือดและความรักของสองคนทำให้เกิดอะไรขึ้นกับผู้รับทาน(17+)
edit @ 27 Nov 2009 21:15:57 by v@n,ละเลงวรรณกรรม
edit @ 27 Nov 2009 22:12:13 by v@n,ละเลงวรรณกรรม
edit @ 27 Nov 2009 22:49:22 by v@n,ละเลงวรรณกรรม
edit @ 28 Nov 2009 21:08:09 by v@n,ละเลงวรรณกรรม
edit @ 29 Nov 2009 00:45:49 by v@n,ละเลงวรรณกรรม
แต่มีพาทเขียน ผมว่างัดกันที่พาธนี้ละ (กะจะเขียนเทคนิคการเขียนตอบข้อสอบอัตนัยด้วย แต่ไว้วันหลังละกัน ง่วงแล้ว~)
นี่แหละที่(ปาก)ร้ายนัก เห็นสวยๆอย่างนี้
