จริงๆเราลองเขียนลงที่มีเดี้ยม
ตอนนี้พยายามลงที่mediumอย่างสม่ำเสมอครับ
และทวิตเตอร์ในชื่อเดียวกัน
 
มันมีอิดิตหลายที รบกวนตามไปอ่านในมีเดียมนะครับ

edit @ 13 Jul 2013 21:28:26 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

edit @ 13 Jul 2013 21:29:19 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

แผงนิตยสาร

posted on 14 Feb 2012 19:23 by vaaaan directory Knowledge
การหยุดดูปกนิตยสารในร้านสะดวกซื้อเป็นกิจกรรมก่อนกลับบ้านที่สนุกดี
 
วันนี้ผมก็แวะเข้าไปในร้านสะดวกซื้อตามเคย จริงๆเหตุผลหลักคือการเข้าไปรับแอร์เย็นๆและเตร่ดูนู่นดูนี่ รวมถึงดูปกหนังสือต่างๆ น้อยครั้งมากที่จะซื้ออะไร นอกจากจะลดราคาเป็นพิเศษ
 
กลับมาที่เรื่องปก ที่แผงมีหนังสือสองอันวางคู่กัน เล่มซ้ายเป็นภาพผู้หญิงจำนวนมากในชุดชั้นในพร้อมพาดตัวอักษรว่า "ยอมอายเพื่อแบรนด์เนม" และโปรยที่ด้านล่างว่า "วัฒนธรรมที่ลดทอนความเป็นมนุษย์" ส่วนเล่มข้างๆเป็นนิตยสารซุบซิบดารา (จริงๆพูดแค่นี้คงนึกภาพออกว่ามีอะไรอยู่บนปก) จำไม่ได้ว่าพาดตัวอักษรว่าอะไร แต่มีภาพดาราสาวมีชื่อคนหนึ่งในชุดที่เผยเนื้อหนังไม่แพ้กับปกนิตยสารก่อนหน้าที่ว่าไป และภาพกรอบเล็กก็เป็นดาราอีกคนในท่าพิลึกๆออกแนวปลุกเร้าหัวใจ ซึ่งชุดที่สวมใส่ก็เปิดเปลือยตามการโพสท่า นับว่าโชคดีที่ไม่มีภาพซูมใต้กระโปรง หวอหลุด นมโผล่อย่างที่นักข่าว/นิตยสารพวกนี้ถือเป็นสรณะ จึงอาจพูดได้ว่าปกนิตยสารซุบซิบวันนี้นับว่าเบาอยู่เหมือนกัน แต่คำถามคือ คิดว่าปกหนังสือสองเล่มนี้กำลังสนทนากันอยู่ึเปล่า?
 
ตอนเดินกลับก็คิดไปหลายๆอย่าง โดยเฉพาะในแง่นึง ถ้าหนังสือหัวนึงบอกว่าการกระทำแบบนี้ คือการเปิดเปลือย(หรืิอใช้)ร่ายกายเพื่อแลกกับสินค้าของข้าวของอะไรบางอย่างที่มีมูลค่า(ในแง่ใดก็ตาม) จะว่าไปสิ่งที่ดารานักแสดงบางคนทำมันก็คืออย่างเดียวกันไม่ใช่หรอ คำถามคือ ทำไมสื่อกระแสหลักไม่เห็นวิพากษ์์สถาบันดารานักแสดงเลย แต่พอคนธรรมดาเปิดเรือนร่างเพื่อเข้าไปเอาของแบรนด์เนมฟรีกลับประณามด้วยมองเห็นว่าเป็นการลดค่าความเป็นมนุษย์ลงเพื่อวัตถุ ยิ่งไปกว่านั้น สื่อเองนั่นแหละชอบที่จะถ่ายภาพเรือนร่างของนักแสดง(ไม่ว่าดารานางแบบนั้นจะจงใจโชว์หรือไม่ก็ตามที)เอามานำเสนอเสียด้วยซ้ำ แบบนี้ก็น่าคิดว่าคนที่ถูกนำเสนอกับคนที่เลือกนำเสนอ(รวมทั้งผู้เสพย์ด้วย) อันไหนจะมี "ความเป็นมนุษย์" ที่ลดน้อยด้อยกว่ากัน
 
สิ่งที่น่าคิดคือบางทีถ้ามันมีพื้นที่ให้ทำนมหก ทำหกแล้วดัง เป็นที่สนใจ หรือมีพื้นที่ที่เปลือยแล้วได้ตัง-ได้ของ เสร็จแล้วพื้นที่นั้นก็ขายได้ เลยวนกลับเป็นวงจรอุบาทว์ ในแง่นึงควรจะตั้งคำถามกับตัวพื้นที่หรือคนที่มีส่วนร่วมมากกว่ากัน หรือเท่ากัน ลองไปดูสิ แม้แต่เล่มที่วิพากษ์ว่าความเป็นมนุษย์ลดต่ำลงก็นิยมภาพxxของดาราอยู่ดี มือถือสากปากถือศีล จริงๆควรวิพากษ์พวกมือถือสากนี่แหละ การที่จะยืนแล้วชี้บอกว่า "ไอ้การกระทำแบบนี้มันคือการทำให้ความเป็นมนุษย์ต่ำลง" ในที่สุดมันเป็นทั้งอหังการและการ"ขว้างงูไม่พ้นคอ" เพราะทุกอย่างมันก็แลกเพื่อวัตถุ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง สื่อเองก็ขายตัว(ทั้งในเชิงขายตัวเองและขายภาพเรือนร่างเพื่อค่าโฆษณาและยอดขายไม่ใช่หรือ)
 
ซึ่งมันก็ส่งผลต่อว่าว่าทำไมต้องมีsectionที่เกี่ยวกับดาราโดยเฉพาะไม่ว่าจะทางทีวีหรือบนแผงหนังสือ บางทีผมก็ไม่เ้ข้าใจเลยจริงๆว่าเรื่องของดารามันจะมีผลกระทบอะไรกับชีวิตเราจนขนาดนั้น?
 
 

edit @ 14 Feb 2012 20:05:26 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

ฮืม จริงๆไม่ควรพาดหัวแบบนี้สินะ เพราะดูรุนแรงไปหน่อย แต่ก็จริง
 
จริงๆเอนทรี่นี้(ซึ่งนานมากกว่าจะกลับมาเขียน) อยากจะมาบอกว่า ทำไมการอ่านในไทยถึงไม่ประสบผลสำเร็จ ทำไมเด็กไทยถึงไม่ชอบอ่านหนังสือ และทำไมวรรณคดีไทยถึงดูน่าเบื่อนัก ซึ่งทั้งหมด ครูภาษาไทยและหลักสูตรการเรียนการสอนภาษาไทย รวมทั้งกระทรวงวัฒนธรรมสามารถบอกได้ และผมจะมาบอกว่า"ไม่จริง"(ในทุกระดับ)พร้อมสถาปนาอำนาจใหม่ในการอ่านกัน โอเค๊
 
คำถามของผมก็คือ เวลาที่เราพูดถึงคำ่ว่าวรรณคดีหรือวรรณกรรมไทย โดยเมื่อแรกเริ่มที่งานพวกนี้ถูกแนะนำให้กับเรา คือในห้องเรียนวิชาภาษาไทยใช่มั้ยครับ และมักจะมากับคุณครูสมศรีหรืออะไรก็แล้วแต่ ดังนั้นในระดับนึง การอ่านวรรณคดีไทย(ซึ่งผมเชื่อว่ามันจะกลายเป็นคำว่า"วรรณกรรม"ในเวลาต่อๆมา) มันมาพร้อมกับความคร่ำคร่า เข้มงวด น่าเบื่อ และอยู่บนหิ้ง การอ่านวรรณกรรมคือการพยายามยกระดับจิตใจของตัวเอง มีการอ่านที่ถูกต้องหนึ่งเดียวตามหลักสูตรบอก ห้ามอ่านนอกแถวนอกแนว และห้ามยวนห้ามตั้งคำถาม ทุกอย่างที่คุณทำได้คือการท่องๆๆๆๆแล้วตอบให้เหมือนกับสิ่งที่ครูบอก
 
อีกอย่างวรรณกรรมถูกมองว่าเป็นภาพสะท้อนสังคม ถูกมองว่าเป็นเครื่องสอน"จรรโลงสังคม" วรรณกรรมต้องให้ไม่อย่างใดก็อย่างนึงระหว่างกับสอนและการสะท้อนภาพ ซึ่งทั้งหมดแล้วผมคิดว่าคงจะนิยามได้สั้นๆว่า "น่าเบื่อ" ใครจะอยากไปแสวงหาความจริงในยุคหนึ่งหรือแสวงหาการจรรโลงใจอะไรกันตลอดเวลา ดังนั้นเอง วรรณกรรมจึงถูกโยนทิ้งเมื่อหมดคาบ หรือเมื่อไม่มีกรอบมาบังคับให้เราต้องอ่าน วรรณกรรมจึงเป็นสิ่งน่าเบื่ออันดับต้นๆและควรอยู่ให้ห่างๆ ประดิษฐานไว้บนชั้นเงียบๆมืดๆแหละดีแล้ว
 
ทั้งหมดคือกรอบคิด และผลของมันที่ผมเชื่อว่าส่วนนึงทำให้คนเกลียดการอ่านไปเลย ยิ่งไปกว่านั้น การเรียนการสอนแบบนี้ยังเป็นการกดเด็กไว้กับกรอบอะไรซักอย่าง ปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ แล้วถึงเวลาจะมานั่งบ่นทำไมว่าเด็กไทยไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ไม่ชอบอ่านหนังสือ ในเมื่อการหล่อหลอมองค์ความรู้ให้เด็กเต็มไปด้วยกรอบแบบนี้
 
ที่ผมอยากจะบอกคือ ทุกอย่างในกระบวนการสอนหรือกรอบคิดที่ว่ามันไม่จริงเลยซักนิด การอ่านนั้นไม่มีการอ่านที่ถูกต้องที่สุดที่จะมากำกับการอ่าน-การตีความอะไรแต่อย่างใด อำนาจของการตีความหรือให้ความหมายกับตัวบทมันขึ้นอยู่กับเราผู้อ่านล้วนๆ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตำราหรือไม่ได้เกี่ยวกับเจตนา/ความตั้งใจของผู้แต่งด้วยซ้ำ แต่ผมก็เข้าใจว่ามันคือภารกิจของการให้การศึกษา เพราะเด็กอาจจะยังไม่มีพื้นฐานในการที่จะอ่านและเห็นอะไรมากเท่าไหร่นัก แต่บางทีเด็กก็เห็นอะไรมากกว่าผู้ใหญ่หรือครู
 
สิ่งที่สำคัญคือต้องเปิดโอกาสให้เด็กแสดงความคิดเห็นกับตัวบทบ้างโดยสิ่งที่ครูทำได้คือต้องตะล่อมเรื่องความคิด ซึ่งมันไม่น่าจะเกิดขึ้นเพราะเรื่องอำนาจของครู การที่ครูจะยอมรับฟังเด็ก ในระดับนึงมันคือการให้อำนาจเด็กในการคิดซึ่งย้อนกลับไปมันคือChild Centerนั่นแหละ ซึ่งครูไทยอาจจะยังทำใจไม่ได้ที่จะรับฟังความคิดเห็นของเด็กน้อย ซึ่งถ้าครูยอมรับฟังแล้วมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กผมคิดว่าจะมีประโยชน์งอกเงยในหลายแง่มาก เพราะ1 เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กกล้าแสดงความคิดและกระตุ้นให้เด็กคิด2 เป็นการบริหารทักษะการคิดอย่างเป็นระบบให้เด็ก รวมทั้งการใช้เหตุผล การประมวลความคิด และการโต้แย้งที่เหมาะสม 3 ทำให้บรรยาการของการเรียนมีdynamic มีการแลกเปลี่ยนความคิดซึ่งกันและกัน ไม่ได้เป็นการสื่อสารทางเดียว
 
จริงๆกะจะเขียนเรื่องสบายๆนะแต่ทำไมดูเครียดจัง แต่ผมอยากจะพูดจริงๆว่าในแง่นึงการเรียนการสอนแบบนั้นมันคือเผด็จการทางความคิดอย่างนึง
 
ผมพูดเรื่องอำนาจการตีความของเราไปแล้ว ซึ่งมันก็โยงกับสถานะของวรรณกรรมนะ อย่างวรรณคดีมันสูงส่งแตะต้องไม่ได้ ซึ่งก็เลยไม่ถูกแตะต้องนานจนฝุ่นจับ ถามว่าการที่เราบอกว่าวรรณคดีไทยสูงส่งมันคือการตีความอย่างนึงใช่มะ และมันก็เป็นการตีความที่ถูกทำให้แตะต้องไ่ม่ได้เพราะว่ามันถูกที่สุด ซึ่งมันไม่มีหรอก อย่างที่บอกไปแล้ว
 
อย่างนึงที่ผมอยากจะบอกคือ ผมไม่ได้มาบอกว่างานวรรณคดีมันไม่มีคุณค่านะ แต่ที่แน่ๆคือมันไม่ใช่แค่กระจกสะท้อนสังคมและไม่ใช่เครื่องยกระดับจิตใจอย่างที่เข้าๆใจกัน ซึ่งการอธิบายวรรณกรรมมันไม่ได้มีชุดเดียวว่าสูงค่า เลอลอย ดีงามอย่างที่เราจะเห็นภาพวรรณคดีเล่มหนา(ที่อยู่ไกลๆ) คือรู้ว่าดี แต่จะดีกว่าคืออย่ามายุ่งกะฉัน ดังนั้น ผมจะลองยกวรรณกรรมขึ้นมาดูแล้วส่องมันในมุมต่างๆ ดูว่าจะเป็นยังไง
 
เช่น ลิลิตพระลอ ถ้าผมถามว่า เรื่องนี้มันเป็นยังไง มันดียังไง ก็จะต้องตอบว่า แต่งไพเราะป่ะ ตรงเนื้อเรื่องนี้จะบอกว่ายังไงดี เนื้อเรื่องสนุกสนานชวนติดตามป่ะ ไม่แน่ใจนะ(หมายถึงว่าชุดความคิดของเราที่มีต่องานวรรณคดีมันจะมีคำอธิบายเดียว ตามที่ตำราวรรณคดีวิจักษ์บอกมา ทำให้เราคิดนอกแบบไม่ได้)
 
แต่ถ้าผมบอกว่า ลองมองดูสิว่าโดยเนื้อแท้เรื่องนี้มันพูดถึงอะไร(ลองคิดนอกแบบดู ปาวรรณคดีวิจักษ์ทิ้งไป) ในระดับนึงมันคือ"ความรัก"ใช่มะ แต่ถ้ามองลงไปอีก มันคือ "ความปรารถนา" ใช่รึเปล่า ยิ่งไปกว่านั้นมันคือความปรารถนาของผู้หญิง(สองคนด้วยนะ)ที่มีต่ิอผู้ชายคนนึงที่ไม่เคยเห็นแม้แต่หน้านะ แล้วถามว่าแบบนี้เป็นเครื่องสะท้อนสังคมหรอ? ไม่ใช่เลย มันเป็นมากกว่านั้น แล้วถามว่ามันกำลังพย