ฮ่าๆๆ แค่ชื่อบลอคก็ชวนให้ขำแล้วใช่มั้ยครับ ว่าอีตานี่จะพูดเรื่องอะไรเกี่ยวกะจู๋เจ๋อเทเลทับบี้ คือยังงี๊ครับต้องทำความเข้าใจก่อนว่าบทความนี้อ่านเอาสาระได้แค่ครึ่งเดียว ที่เหลืออ่านเอาขำๆเพราะคิดขึ้นมาแบบบ้าๆ เพราะเอาทฤษฎีจิตวิเคราะห์แบบลากองมาจับเทเลทับบี้เล่นๆ โดยเกริ่นสั้นๆว่าพวกจิตวิเคราะห์เนี่ย(ถ้าใครเคยรู้จักซิกมุนต์ฟอยด์)จะ เน้นพัฒนาการของเด็กมากๆ โดยลากองเนี่ยเค้าจะเน้นอธิบายว่าเด็กมันเกิดความรู้สึกรับรู้เรื่องตัวตน ยังไง แล้วทั้งหมดนี้มันก็จะวนเวียนอยู่กะเรื่องเพศ(แต่ไม่มากและขัดหูเท่าฟอยด์) สำหรับใครที่ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องจิตวิเคราะห์ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าพวกนี้ พยายามอธิบายกระบวนการของจิตมากกว่าที่เราจะรู้ตัวนะครับ ดังนั้นบางครั้งจู๋เจ๋อที่ว่าเนี่ยมันจะไม่ได้หมายถึงจู๋เป็นอันๆ(penis) จริงๆ แต่จะใช้คำว่าphallusแทน คือมันเป็นสัญญะถึงจู๋(อวัยวะเพศชาย)นั่นแหละแต่มีความหมายต่างๆโยงมาด้วย เช่นอำนาจของพ่อ การถูกตอน(castration) ซึ่งจะอธิบายต่อไปว่าแล้วมันเกี่ยวกับเทเลทับบี้ยังไงนอกจากเทเลทับบี้มัน เกี่ยวกะเด็ก จริงๆมันซับซ้อนกว่านั้นครับ
 
อ้อ สิ่งที่ต้องออกตัวอีกอย่างคือทฤษฎีนี้ค่อนข้างจะพูดในแง่ของผู้ชายเป็นหลัก นะครับ(คืออธิบายโดยใช้ผู้ชายเป็นหลักแล้วเอาผู้หญิงไปโยงไว้กับผู้ชาย หรือจู๋นั่นแหละ) สำหรับคุณผู้หญิงอ่านๆแล้วอาจจะอารมณ์บูดได้ แต่ในทางทฤษฎีเขาก็อธิบายว่าี่นี่แหละเพราะคุณอยู่ในโลกของผู้ชายเป็นใหญ่()
 
 
ดังนั้นจะขอพูดสั้นๆเรื่องลากองนะครับ โดยลากองบอกว่าเด็กเนี่ยพอออกมาแล้วระยะแรกคือระยะที่ใกล้The realมากที่สุดคือระยะที่เป็นอันหนึ่งอันกับแม่ รู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าของแม่(และเต้านมที่ตัวเองดูดอยู่) พอระยะต่อมาเริ่มโตแม่ก็เริ่มถูกแชร์โดยพ่อ เด็กก็เริ่มเตาะแตะไปเรื่อยจนกระทั่งเกิดการรู้จักตัวเอง(recognition)ตัว เองผ่านกระจกที่เรียกว่าMirror Stage ซึ่งจริงๆแล้วเป็นการสำคัญผิด(misrecognition)ด้วยเพราะเป็นการรู้จัก ภาพ(image)ของตัวเองไม่ใช่ตัวเอง(self)จริงๆ ซึ่งความผิดพลาดตรงนี้ก่อให้เกิดความแปลกแยกคือ 1 ตัวเด็กเองอึดอัดเพราะว่าบงการร่างกายไม่ได้ตามที่ต้องการเหมือนกับภาพที่ สมบูรณ์ในกระจก 2 เกิดความหลงไหล(narcissism)ในภาพสะท้อนที่สมบูรณ์แบบ(คือเห็นทั้งตัว แต่ตัวเองกลับไม่สามารถที่จะควบคุมร่างกายได้ดังใจ) โดยไอ้ภาพสะท้อนเนี่ยมันเลยกลายเป็นตัวตนอีกคนที่มีความเป็นอุดมคติของตัว เราเองหรือที่เรียกว่าEgo Ideal ซึ่งไอ้การสะท้อนภาพเนี่ยมันไม่ได้จำกัดแค่กระจกแต่เป็นอะำไรก็ได้ที่เป็น แผ่นๆกระทั่งหน้าพ่อแม่ที่มาอยู่ตรงหน้าเด็กก็เช่นกัน ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงเอาตัวเองไปใส่พระเอกในหนัง ก็เพราะว่าฉากหรือscreenของหนังมันก็เหมือนกับMirrorในMirror Stageแล้วพวกดาราก็คือEgo Idealของเรานั่นแหละ
ต้องอย่าลืมนะครับว่าในกระบวนการทั้งหมดเด็กมีความสัมพันธ์กับแม่อย่าง ลึกซึ้ง แล้วก็รู้สึกว่าพ่อนี่แหละเป็นคนที่แย่งแม่ไปจากตัว ทีนี้จึงไปสู่ขั้นต่อไปคือขั้นSymbolic ขั้นนี้เกิดขึ้นเมื่อพ่อประกาศกฏกับลูกว่าโอเค ลูกจะไม่ได้แม่ไปตลอดนะ(เวลาที่เด็กงอแง) ดังนั้นพ่อจึงเป็นตัวแทนของกฏเกณฑ์ต่างๆ(Father's Law)และพรากแม่ออกจากตัวเองอย่างเป็นทางการ ซึ่งเด็กก็จะรับรู้ถึงอำนาจของพ่อตรงนี้และเริ่มสงสัยว่าทำไมพ่อถึงได้ แม่(ฟังดูincestนะครับแต่ในทางจิตวิทยาเค้าอธิบายอย่างนี้จริงๆ) เด็กจึงมองเรือนร่างของผู้หญิงและผู้ชายแล้วก็ตระหนักได้ว่า อ้อ เพราะว่าพ่อมีจู๋แล้วแม่ไม่มีนี่เองจึงได้ได้แม่ไป(ตอนแรกนี่อาจจะหมาย ถึงpenisจริงๆต่อๆมาจะเรียกว่าphallusคือสัญลักษณ์แทนจู๋อันนั้นโดยมีนัยถึงอำนาจกับความซับซ้อนของจิตใจที่ก่อร่างตามมา) ดังนั้นปมเพศที่เกิดขึ้นคือความกลัวที่จะถูกตอน(castration)คือกลัวพ่อจะมา ทำให้ตัวเองเหมือนแม่แล้วก็ไปรวมกะแม่(และน้องสาว)ซะ ไอ้ความกลัวตรงนี้แหละที่มันฝังใจและก่อให้เกิดความปรารถนาต่างๆที่ขับ เคลื่อนเราให้ไขว้คว้าหาอะไรบางอย่างมาเพื่อทดแทนไอ้Phallusอันนี้เพื่อยืน ยันถึงอำนาจที่ตัวเองอยากได้(ไอ้ความคิดที่จะincestกับแม่มันก็จะพัฒนาจนหาย ไปนะครับ ซึ่งถ้ามันไม่พัฒนาก็จะเกิดปัญหาในบุคลิกภาพ) ซึ่งไอ้การไขว้คว้าเนี่ยมันก็คือแรงผลักหลักในการใช้ชีวิตของเราตามคำอธิบาย ของลากอง(ที่มีจุดกำเนิดจริงๆจากปมเพศ) ดังนั้นลากองเลยบอกว่าทำไมเราถึงหาอะไรไม่สิ้นสุดเพราะพอได้มาแล้วมันไม่ใช่ หรือทดแทนphallusจริงๆซักที(และก็จะไม่มีวันได้ด้วย ของที่เอามาทดแทนก็เช่นรถ ผู้หญิง อำนาจต่างๆที่ผู้ชายหลงไหล ส่วนผู้หญิงก็จะมีสองลักษณะนะครับคือทำตัวเองแบบผู้ชายค้นหาphallusมาทดแทน ด้วยการทำงานๆๆหรือพยายามทำตัวเองให้เป็นPhallusของผู้ชายซะเลย(คือพยายามจะ เป็นแบบ/เลียนแบบแม่ที่ไ้ด้อยู่กับพ่อ))
ดังนั้นที่พูดมาทั้งหมดนี้พอจะเอะใจอะไรกับเทเลทับบี้เหมือนผมมั้ยครับ
อย่างที่พูดไปแล้วว่าเด็กจะมีMirror Stage ทีนี้ลองคิดเล่นๆว่าถ้าเด็กแทนที่จะดูกระจกแล้วไปดูเทเลทับบี้แทนละครับ ภาพของเทเลทับบี้คืออะไรกันแน่สำหรับเด็ก จะใช่ภาพอันสมบูรณ์ของตัวเองมั้ย ผมว่าน่าคิด แต่การเคลื่อนไหวของเทเลทับบี้อาจทำให้เด็กเข้าใจว่าเป็นภาพสะท้อนของตัวเอง ได้เหมือนกันนะครับผมว่า ทีนี้จุดที่น่าสนใจคือภาวะไร้จู๋หรือไร้เพศ(ทั้งในเชิงกายภาพและลักษณะทั่วๆ ไป) ผมว่าเทเลทับบี้อาจจะไปพ้องกับการถูกตอนจู๋(ไปแล้ว)ก็ได้นะครับ ซึ่งถ้ามองแบบกวนๆคือมันไม่มีเพศอ่ะ ไม่มีอะไรเลย แต่ลองคิดดูนะครับว่าในเรื่องมีป่าวPhallusหรือPhallic Symbol เนี่ย คำตอบคือมีครับ นั่นก็คือไอ้ท่อนั่นไงครับ ดังนั้นในเรื่องเทเลทับบี้ไม่มีอำนาจเลยใช่มั้ยครับ พอโทรโข่งนั่นโผล่มา(เป็นตัวแทนของจู๋ อำนาจ และพ่อ) ถ้าพูดซื่อคือจู๋นั่นยืดดดดออกมาปุ๊บมันจะทำอะไรครับ ออกคำสั่งใช่มั้ยครับ แปลว่าในเรื่องนี้อเมซิ่งมากคือEgoหรือSelfของเด็กไม่มีจู๋ไม่มีอำนาจ แต่พอจู๋อันบะเร่อโผล่ออกมาแถมพูดได้เสร็จปุ๊บ อีพวกนี้ก็ลุกลี้ลุกลนทำตามคำสั่งของPhallusทันที(เหมือนกับStage ที่สามที่พ่อมาประกาศคำสั่งข้อห้ามมั้ยครับ)
แล้วมันบอกอะไรเราครับ เราอาจจะตีความได้ว่า นี่ไง มันแสดงให้เด็กเห็นว่า นี่แหละคืออำนาจของพ่อหรือปิตาธิปไตย พวกยูต้องสยบยอมและทำตามคำสั่งอย่างที่อีพวกนี้ทำนะไม่งั๊นพวกยูจะโดนตัดจู๋ทิ้งแบบพวกเทเลทับบี้แน่(ซึ่งการไร้จู๋คือการไร้อำนาจดังนั้นเทเลทับบี้จึงไม่เคยก่อกบฏต่อลำโพงเลย แถมเทเลทับบี้ก็ไม่มีเพศด้วย(ถ้าพูดตามภาษาจิตวิเคราะห์คือcastrated threat แบบนี่ไงถ้าถูกตอนแล้วเอ็งเป็นแบบนี้แหละ)) ซึ่งการควบคุมแบบนี้มันคือการใส่ความคิดให้กับเด็ก ให้เด็กเรียนรู้ที่จะเชื่อฟัง รับคำสั่งจากผู้มีอำนาจอย่างที่ฟูโกต์เรียกว่าBiopower ซึ่งถ้ามองในแง่นี้ วินัยและการยอมรับในอำนาจได้ถูกก่อร่างขึ้นพร้อมๆกับMirror Stageเลยทีเดียว (ในเรื่องเราจะไม่เห็นเทเลทับบี้แข็งขืนแม้ซักคำหรือก่อกบฏกับประกาศิตที่ โทรโข่งพูดเลยใช่มั้ยครับ นี่แหละครับมันอาจจะเป็นการหล่อหลอมแนวคิดเรื่องอำนาจให้ตั้งแต่เด็กอายุซักไม่กี่เดือนก็ได้)
 
ปล อย่าลืมนะครับว่าส่วนนึงผมคิดขำๆ เกิดจากการศึกษาแนวคิดของลากองกับความสุขในการชมภาพยนตร์แล้วอาจารย์ผมก็บอกว่า เด็กดูพวกหนังอะไรไม่น่าจะทันรู้เรื่องเลยต้องดูเทเลทับบี้ ผมเลยมาคิดดูว่าเออแล้วทำไมต้องเทเลทับบี้ แล้วเด็กจะพัฒนาผ่านmirror stageแล้วเห็นเทเลทับบี้เป็นEgo(ตัวตน)อีกตัวของตัวเองมั้ย หรือจะเห็นเป็นother แล้วลำโพงทำไมมีอำนาจจัง หน้าตาก็เหมือนphallus โยงกับFather' Lawได้ด้วยนะเนี่ย คิดไปคิดมาเลยฟุ๊งซ่านแบบนี้แล (ซึ่งจริงๆผู้สร้างคงไม่ได้ตั้งใจหรอกครับ ลองนึกสภาพเทเลทับบี้มีความเป็นเพศคงไม่เหมาะกับเด็ก หรือเทเลทับบี้ก่อกบฏไรงี๊ แต่ในเซนส์มันก็มีการสอนเด็กอยู่ดีแหละเช่นเรื่องโทรโข่ง การเชื่อฟัง)

edit @ 6 Oct 2011 02:19:56 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

edit @ 6 Oct 2011 02:23:49 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

edit @ 6 Oct 2011 02:26:31 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

/me ปาดหยากไย่เดินฝ่ากองฝุ่นเข้ามาในบลอคที่ถูกทิ้งร้าง
 
อะแฮ่มๆ น๊านนานแล้วนะฮะที่ไม่ได้มาเขียนบลอคอันนี้ อันเนื่องมาจากตัวผมเองไปกรากกรำกับการศึกษาในระดับสูงขึ้น เรียนไปก็คิดว่ารนหาที่แต้ๆเน้อตััวเราเพราะมันกรากกรำและยาวไกลพอสมควร วันนี้พอจะปลีกตัวได้เลยเอาประเด็นน่าสนใจมาพูดกันดีกว่า นั่นคือ การ"นินทา"นั่นเอง
 
ผมว่าหลายคนคงสงสัย หรือกระทั่งตัวผมเองเนี่ยผมว่าวัฒนธรรม-อารยธรรมทั้งหลายทั้งปวง โดยเฉพาะของไทยเราเนี่ยมันมีรากฐานอยู่บนการนินทาเลยเทียวนะ ใครจะบอกว่าสังคมอุดมปัญญาอะไรก็เถอะแต่ผมว่าบ้านเรานี่แหละสังคมอุดมนินทา ของแท้และแน่นอน ทีนี้หลายคนคงตั้งข้อรังเกียจว่าไม่ดีไม่งาม ไม่ใช่เรื่องจริงหรืออะไรต่างๆนาๆ แต่สำหรับเอนทรี่นี้เราจะยกประเด็นทางศีลธรรม-สัังคมพวกนั้นไว้ก่อน แต่จะมามองว่าเอ๊ะ ทำไมโลกนี้-สังคมนี้ถึงมีการนินทา มันมีหน้าที่อะไรแล้วมันทำให้เรามองเห็นอะไรจากการวัฒนธรรมการนินทานั้นได้ บ้าง
 
จริงๆแล้วคนไทยก็เสพติดการนินทาอยู่ไม่กี่อย่างหรอกนะ บางอย่างก็ล่อแหลมเป็นที่รู้กัน เอาเป็นว่าผมจะพูดถึงส่วนที่ไม่ล่อแหลมแต่มีลักษณะคล้ายๆกันจะดีกว่า
 
กลัับมาที่มองภาพรวมว่าแล้วการนินทาเนี่ยมันเป็นมายังไง ไม่รู้ว่าผมเข้าใจผิดรึเปล่าว่าถ้าพูดถึงเรื่องซุบซิบนินทาเราต้องยกให้สาวๆ เป็นอันดับหนึ่ง และถ้าเป็นแบบนี้จริง ถ้าเรามองด้วยมุมมองของเพศสถานะเรามองเห็นฟังชั่นของการซุบซิบนิินทาในหลาย ระดับและเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่งเลยทีเดียวละ
 
ถ้าการนินทาถูกโยงกับผู้หญิงแล้ว นั่นอาจจะแสดงให้เห็นว่า แท้จริงแล้วการนินทาก็คือการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารของผู้หญิงภายใต้กรอบ เรื่องเล่าหลักที่ผู้ชายวางไว้ให้(คือถ้าเรามองว่่าเรื่องราวต่างๆที่มัน หมุนเวียนอยู่ในสังคมในฐานะเรื่องเล่าเนี่ย ปกติเราจะคุ้นเคยกับเรื่องหลักๆที่ถูกตราว่าเป็นเรื่องจริง ซึ่งจริงๆแล้วมันก็คือเรื่องเล่าของผู้ชายนั่นแหละ ทีนี้การที่ผู้หญิงมานั่งจับกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนเรื่องเล่าคู่ขนานอีกชุด นึงมันก็มีนัยของการต่อรอง คัดง้างกับเรื่องเล่าแม่บทที่ว่า ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะมองข้ามเรื่องเพศสถานะไปก็ได้ เราก็จะเห็นว่าการซุบซิบกันเนี่ยมันอาจจะเป็นได้ทั้งการต่อรอง ต่อต้าน ตลอดจนตั้งคำถามกับเรื่องเล่าแม่บทนั้นได้(เช่นข่าวเป็นต้น))
 
ทีนี้ไอ้การจับกลุ่มนินทามันก็ยังมีฟังชั่นอีกอันที่มาพร้อมกันคือการส ร้าง"ความเป็นกลุ่ม" ซึ่งแน่นอนว่าพอจับกลุ่มแล้วมันต้องผลักอะไรบางอย่าง"ที่กำลังถูกนินทา" ให้กลายเป็นอื่นไกลออกไปกว่ากลุ่มนั้น ลองสังเกตง่ายๆว่าถ้าความเป็นกลุ่มยิ่งเหนียวแน่นเท่าไหร่ ความเป็นอื่นก็ยิ่งไกลไปเท่านั้น ทีนี้การนินทากันเนี่ยมันจะมีนัยของอำนาจแฝงอยู่ด้วย จากตัวอย่างนี้ลองนึกสภาพการจับนินทาครูอาจารย์ จะเห็นได้ชัดว่ายิ่งเม้าส์กันมันส์เท่าไหร่ ความสัมพันธ์ของกลุ่มนักเรียนก็จะยิ่งแน่นแฟ้นมากขึ้นเท่านั้น
 
พอมาถึงจุดนี้ก็จะเริ่มมองเห็นความสัมพันธ์เชิงอำำนาจระหว่างกลุ่มผู้ นินทากับผู้นินทาแล้วว่า โดยปกติแล้วการนินทามันจะเป็นการเม้าส์กันลับหลังคนที่มีสถานภาพสูงกว่าเรา จริงมั้ยครับ ไม่งั๊นเราก็มักจะไม่ใช้คำว่านินทาหรอก ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าการนินทานี่แหละเป็นการแสดงออกเพื่อต่อรองกับอำนาจ นั้นๆนั่นเอง มันเป็นการแสดงให้เห็นว่าไอ้อำนาจที่มันเหนือกว่านั้นไม่ได้เบ็ดเสร็จ แล้วไอ้การนินทากันเนี่ยบางครั้งก็จะมีลักษณะของการพยายามบ่อนทำลายไอ้ความ ทรงอำนาจนั้น หรืออาจตั้งคำถามเพื่อในที่สุดแล้วภาพความเป็นอุดมคตินั้นมันถูกลดทอนลง ซึ่งโดยรวมก็คือการต่อรองทางอำนาจนั่นเอง
 
ดังนั้นจะขอยกสิ่งที่คนไทยเราชอบนินทากันมากจนเกิดเป็นกิจการเป็นล่ำเป็นสันคือนินทา"ดารา"นั่นเอง
 
เคยสงสัยมั้ยว่าทำไมถึงได้หมกมุ่นกับเรื่องอะไรต่างๆของดาราเหลือเกิน นิตยสารซุบซิบเกิดขึ้นไม่รู้กีี่หัวต่อกี่หัว ส่วนนึงผมมองว่า เนื่องจากดารามีลักษณะเป็น"สถาบัน" อย่างนึง (คำว่าสถาบันอันนี้อย่าไปโยงกับสถาบันที่เราคุ้นเคยที่จะต้องมีนัยค่อนข้าง สูงส่ง มันคือการนิยามอย่างนึงเท่านั้นเอง) ถามว่าทำไมผมถึงมองว่าดาราเป็นสถาบันชนิดนึง ถ้าลองมองดูดีๆเราจะเห็นความเป็นกลุ่มก้อนของความเป็นอาชีพที่มีลักษณะเฉพาะ ตัว มีสถานะที่แตกต่างออกไปจากอาชีพโดยทั่วๆไป มีรูปลักษณ์ที่พิเศษและแตกต่าง ถูกมองและถูกนิยามโดยคนส่วนใหญ่ของสังคม ผมมองว่าดารานี่แทบจะกลายเป็นชนชั้นใหม่ไปแล้ว คือถ้าเราดาราในสถานที่ต่างๆอารมณ์จะไม่เหมือนกับเจอมนุษย์ทั่วๆไป มันจะมีความเป็นกลุ่มก้อนอะไรที่มันพิเศษ ดังนั้นจึงกลับไปอธิบายความสัมพันธ์เชิงอำนาจ แปลว่าเราเห็นว่าดารามีความเหนือกว่าทางอำนาจในด้านต่างๆ ทั้งสถานภาพ(ที่อาจจะเกิดจากความร่ำรวยที่แสดงออกมาจากแต่งกาย รถยนตร์ ไลฟ์สไตล์ ฯลฯ) รูปลักษณ์ภายใน(หรือbodyที่ในทางวิชาการถืือว่าเป็นการแสดงออกทางอำนาจที่ สำคัญมากๆ ในกรณีนี้ก็เช่นกัน การที่ดารามี"ร่างกาย"หรือ"รูปลักษณ์"ที่สังคมนิยามว่า"พิเศษ"นี่แหละเป็น การให้อำนาจอย่างนึง)
 
เลื่อนลงมาอีกนิดก็จะอธิบายต่อในตัวเองว่า ในเมือดารา(จริงๆแค่คำว่า"ดารา" "เดอะสตาร์" ลำพังตัว"คำ"เองก็มีนัยที่แสดงถึงชนชั้นอยู่แล้ว สะท้อนถึงภาพพื้นที่ที่เลิศลอยเกินกว่าธรรมดาสามัญ ยิ่งมีรายการพวกล่าฝันอะไรแบบนี้ ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นพื้นที่ปิดที่ต้องตะเกียกตะกายไปสู่ ดังนั้นความเป็นอุดมคติก็ยิ่งสูงขึ้น) กลับมาต่อว่า จริงๆคนก็คงรับรู้อยู่ลึกๆว่าตัวเองนั่นแหละที่ไปนิยาม ให้ค่าความหมายกับ"ความเป็นดารา"แบบนี้ ดังนั้นการซุบซิบนินทาจึงเป็นแสดงออกเชิงอำนาจของผู็บริโภคเองอีกทีนึงนั่น แหละ คล้ายๆว่านิยามคุณค่าเอง แล้วก็พยายามบ่อนเซาะไอ้ภาพต่างๆที่มันเกินเอือมเหล่านั้น ดังนั้นข้อเสนอแรกผมคือการนินทาดารามันคือการพยายามบอกว่าไอ้เทวดานางฟ้าที่ ถูกนำเสนอออกมาแบบสมบูรณ์แบบเหลือเกิน มีความเป็นอุดมคติเหลือเกิน จริงๆแล้วมันก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นหรอกย่ะ มันก็คนดีๆเหมือนนี่แหละ มิใช่เทวดานางฟ้าที่ไหน
 
อีกแง่นึง ซึ่งจริงๆแล้วการนินทาผมว่ามันก็มีหลายลักษณะนะ ลักษณะนึงก็คือเรื่องคาวๆ ไอ้แบบว่าผิดศีลธรรมอะไรเนี่ยชอบนัก มันส์ฉุดๆอะไรทำนองนี้ ซึ่งโดยผิวเผินไอ้การนินทาเหมือนจะเป็นฟังชั่นพื้นๆที่เหมือนกับการพยายาม รักษาไอ้ระบบคุณธรรมจริยธรรมอะไรต่างๆนาๆเอาไว้ (คล้ายๆเป็นการลงโทษส่วนนึง กับอีกส่วนนึงก็เพื่อยกระดับความมีคุณธรรมของตัวผู้พูดเอง แบบมาพูดๆเสร็จแล้วก็จะแบบ โอ๊ยชั้นรับไม่ได้ อี๊แหวะ ทำตัวแบบนี้ได้อย่างไรบลาๆๆๆ) ซึ่งนักทฤษฎีสายฟรอยด์เดี้ยน ลากองเนี่ยน(โดยสรุปอีตาพวกนี้จะบอกว่าในจิตลึกๆ ความปรารถนาอะไรต่างๆของเรามันดำมืดกว่าที่คิด)คนนึงชื่อชีเช่(Slavoj Žižek) อีตาคนนี้นี่แนะนำเลยนะฮะเป็นนักทฤษฎี นักปรัชญ่สภาพแบบดิบๆเถื่อนๆแล้วยังไม่ตาย ฮีเป็นคนที่เอาแนวคิดจิตวิเคราะห์แบบลากอง(อันซึงบ้าบออะไรไม่รู้มาทำให้จบ ต้องได้แล้วแนวมากขึ้น แต่จริงๆฮีก็เข้าใจยากอยู่ ลองฟังแกตามยูทูปได้) แกก็บอกว่า โนจ่ะ ไอ้การที่คุณชอบอะไรแบบนี้นะ มันคือการหลีกเลี่ยงความปรารถนา(อันดำมืด)ของคุณเองต่างหากล่ะ พูดง่ายๆก็คือ สังคมบอกว่าคุณต้องรังเกียจเรื่องคาวๆพวกนี้นะ แต่การที่เอามาพูดซ้ำๆกันเนี่ยมันคือการรับประสบการณ์ที่สังคมห้ามไว้ทางนึง นั่นแหละ(คือใจจริงก็ชอบอ่ะนะอะไรทำนองนี้) แต่ในที่สุดเราไม่รู้สึกผิดไงเพราะเราไม่ได้พูดถึงตัวเอง แต่พูดถึงดารา ต. นั่นต่างหาก(มันก็โยกย้ายไอ้ความดำมืดที่เราเพิ่งรื่นรมย์ไปกะมันเมื่อตะกี้ ไปให้อีตาดารานั้นในตอนท้ายที่สุด)
 
หรืออีกแง่นึงในตอนที่เราเม๊าส์กันแบบ อาจจะเป็นเรื่องดีๆที่แบบเวอร์ๆ แต่เราก็แอบนิยมอยู่ในใจ ในระหว่างที่กำลังเม้าส์อย่างออกรสออกชาติอยู่นั้นก็เหมือนการที่เราเอาตัว เองไปใส่ในเรื่องที่กำลังเม้าส์อยู่นั่นเอง เหมือนกันidentifyตัวเองเข้ากับดาราที่กำลังเม้าส์อยู่นั่นเอง(เช่นอาจจะ โอ้ยคนนั้นคนนี้แต่งงาน เพอเฟ็คอย่างโง้นอย่างงี๊ ตอนเม้าส์ไปก็อาจจะจินตนาการภาพตัวเองในชุดเจ้าสาวแบบที่เพิ่งดูข่าวมาเมื่อ คืนอะไรแบบนี้)
 
ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าไอ้การนินทาเนี่ยมันมีฟังชั่นหลากหลายในตัวเอง เหมือนกัน เช่นเป็นทั้งภายนอกที่เป็นการต่อรองกับอะไรบางอย่าง มักจะเป็นเชิงอำนาจ หรือภายในซึ่งอาจจะเกี่ยวกับการsatisfyตัวเองในหลายระดับทั้งระดับจิตไร้ สำนึกไปจนถึงระดับพื้นผิว
อย่างไรก็ตามผมไม่ได้จะบอกว่าการนินทาดีงามอย่างไร แต่ลองมองดูว่าสิ่งที่มันหมิ่นเหม่แต่มีมากเนี่ยมันมีเพราะอะไร และเพื่ออะไร
(รวมรวมความรู้มาจากสัมนาอาชญนิยาย)
วันนี้ก็หมดเรื่องจะคุยแล้วครับ จริงๆมีหลายประเด็นที่กำลังขบคิดอยู่เหมือนกันเช่นว่า งดเหล้าเข้าพรรษา เคยสงสัยมั้ยว่าทำไมเข้าพรรษาต้องงดเหล้า แล้วเหล้านี่ดูเป็นอะไรที่เป็นศัตรูกับสังคมไทยอยู่ตลอดเวลา น่าคิดว่าไอ้วาืทกรรมงดเหล้าเข้าพรรษานั่นมีกรอบคิดอยู่บนอะไรกันแน่
 
ลาแล้วครับ ขอบคุณที่มาเยี่ยมบลอค ไว้จะพยายามหาเรื่องมาคุยช่วยกันขบคิดอีกบ่อยๆ(ถ้าปลีกร่างได้นะครับ)

edit @ 26 Jul 2011 01:10:54 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

 
บทวิจารณ์นี้มีสปอยแน่นอน
 
 
ใครๆก็ไปดูลัดดาแลนด์ แถมมีกระแสสรรเสริญกันหนาหูว่าเป็นหนังดีเลิศประเสริฐศรีต่างๆนาๆ(ส่วนนึงคงด้วยชื่อของGTH) เมื่อผมไปดูแล้วก็พบว่าหนังไม่ได้ดีถึงขนาดนั้น ไม่ใช่"ส่วนผสมที่สงตัว" ของหนังผีและหนังดราม่าอย่างที่พูดๆกัน เพราะในความคิดของผม มันคือหนังที่ไปไม่สุดซักทาง แต่พอมาวิเคราะห์ดูดีๆจะพบอะไรบางอย่างที่หนังได้แสดงออกมาไว้(อย่างตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม)
 
 
ลัดดาแลนด์:ความตายที่ไร้ค่าของปิตาธิไตยไร้ราคา
ผมเชื่อว่าคนที่ดูแล้วในตอนจบอาจจะน้ำตาไหลพรากกับวีรกรรมและชะตากรรมของผู้เป็นพ่อของเรื่อง ด้วย"ลัดดาแลนด์"เป็นหนังที่เล่าเรื่องโดยมีพ่อในฐานะหัวหน้าครอบครัวเป็นจุดศูนย์กลาง ดังนั้น เมื่อหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องของพ่อผู้พยายามจะก้าวขึ้นสู่บทบาท"ความเป็นหัวหน้าครอบครัว" ตามกรอบคิดแบบปิตาธิปไตย(ลัทธิชายเป็นใหญ่) ซึ่งต้องออกตัวไว้ก่อนว่าอาจจะขัดกับความรู้สึกของใครหลายคน และไม่ได้มีเจตนาที่จะย่ำยีบทบาทและหน้าที่ของผู้ชายในฐานะพ่อ แต่กำลังมองความเป็นไปของเรื่องที่ตกอยู่ใต้อำนาจของความเชื่อมายาคติบางอย่างที่ตัวละครพ่อกำลังพยายามดำเนินตาม    
 

การสถาปนาอำนาจใหม่ของผู้เป็นพ่อ

ปมปัญหาตั้งแต่ต้นจนจบเรื่องคือการที่ธีร์(ก้องสหรัฐ)พยายามที่จะสร้างครอบครัวตามแบบอุดมคติขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งตรงนี้สะท้อนให้เห็นถึงปมปัญหาภายในใจของตัวพ่อเองที่รู้สึกขาด"ความเป็นชาย"ในฐานะ"พ่อ"ที่เป็น"หัวหน้าครอบครัว" ตามอุดมคติแบบปิตาธิปไตย(ที่ครอบครัวจะต้องมีพ่อแม่ลูก โดยมีพ่อเป็นเสาหลักของบ้าน เป็นผู้นำของครอบครัว มีแม่เป็นแม่บ้านดูแลบ้านและลูก) ถ้ามองในเชิงอำนาจเราจะเห็นว่าธีย์พยายามจะถึงอำนาจในการปกครองครอบครัวมาจากแม่ยายตามความเชื่อแบบชายเป็นใหญ่ ในฉากแรกๆที่ธีย์สร้างบ้านขึ้นด้วยสองมือของตัวเองแสดงภาพอุดมคติความเป็นพ่อได้อย่างชัดเจนใน"ความเป็นเจ้าของพื้นที่ของครอบครัว" แต่กระนั้นฉากที่พ่อต้อง"ซักซ้อม"เพื่อต้อนรับการมาถึงของครอบครัวกลับสะท้อนถึงความเป็นการแสดงบทบาท(performing)ทั้งยังเผยนัยของความ"ไม่มั่งคง"ของอำนาจของพ่ออย่างชัดเจน
 
อย่างไรก็ตาม นอกจากธีร์จะถูกอุดมการณ์ชายเป็นใหญ่ผลักดันให้ทำหน้าที่พ่อแล้ว ตัวธีย์เองยังตกอยู่ใต้อำนาจมายาคติของภาพฝันแบบบริโภคนิยมตามแนวทางของครอบครัวสมัยใหม่ที่ค่อนไปในทางความฝันแบบอเมริกัน ส่วนหนึ่งอาจต้องการกระโดดหนีจากภาพครอบครัวขยายแบบเก่า(ที่ครอบครัวอาศัยอยู่กับผู้ใหญ่ในบ้าน โดยที่อำนาจส่วนใหญ่นั้นตกอยู่ตามลำดับอาวุโส) ภาพที่ชัดเจนที่สุดคือภาพความสุขสมบูรณ์ที่เหมือนกับโขกออกมาจากหนังโฆษณาของหมู่บ้านที่เพียบพร้อมของครอบครัวสมัยใหม่จำนวนมาก ภาพของพ่อแม่ลูกที่รื่นรมย์ เลี้ยงสุนัข(โกลเด้นรีทรีเวอร์ ไม่ใช่หมาข้างถนน หางดาบ หรือพันธุ์ทาง) มีรถยนตร์แบบครอบครัว รดน้ำต้นไม้ วิ่งจ้อกกิ้งขี่จักรยานบนทางที่ลาดไว้อย่างดีของหมู่บ้าน ซึ่งทั้งหมดนี้คือภาพมายาที่ถูกสร้างขึ้นด้วยพลังของลัทธิบริโภคนิยม(และเป็นภาพที่เราเห็นผ่านสื่อต่างๆอย่างเจนตา) โดยธีย์มองเห็นว่ามันคือคำตอบสุดท้ายของความสุขของครอบครัวที่เขาต้องไขว้คว้ามาให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยราคาที่สูงแค่ไหนก็ตาม
 
 
การคัดง้างและการบ่อนทำลายของมารดาที่ตามหลอกหลอน

ในเรื่องนั้นเราจะเห็นได้ว่าความฝันของธีร์ที่จะสถาปนาครอบครัวใหม่เพื่อเติมเต็มบทบาทหน้าที่ของเขาเองนั้นเกือบจะสมบูรณ์อยู่รอมร่อ แต่ตัวละครร้ายที่คอยจ้องจะทำลายครอบครัวอุดมคติของเขาก็คือ แม่ยาย(คุณตุ้กเดือนเต็ม) ผู้ซึ่งส่งมาเพียงแค่เสียงแต่กลับทรงอิทธิพลยิ่งต่อความมั่งคงของครอบครัวสมัยใหม่ของเขา(เหมือนเป็นอิทธิพลมืดที่ชั่วร้ายคอยทำลายพ่อผู้มานะอดทน) ยิ่งไปกว่านั้น อำนาจเก่าดังกล่าวไม่เพียงแค่ส่งเสียงมาบ่อนทำลายอยู่เป็นประจำผ่านทางชุมสายโทรศัพท์เท่านั้น แต่ยังได้ส่งร่างทรงของเธอมาในร่างของ"แนน" ลูกสาวคนโต ที่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างสุขสมบูรณ์ในครอบครัวแบบเก่า ให้มาเป็นเสมือนฟันเฟืองบิ่นๆในครอบครัวที่เกือบจะเพียบพร้อม
 
ดังนั้น ความหงุดหงิดที่เกิดขึ้นเมื่อเราเห็นแนนลุกขึ้นมีปากเสียงหรือกระทำกิริยาไม่ดีกับพ่อ นั่นก็เป็นเพราะความจงใจของเรื่องที่ต้องการสร้างภาพตัวแทน(ที่เป็นร่างทรง)ของอำนาจเก่าของแม่ยายให้เป็นตัวละครฝ่ายร้ายอย่างเป็นทางการ ด้วยการยัดเยียดบทเยอะๆแรงๆให้กับแนน อีกทั้งยังสร้างความเป็นคู่ขัดแย้งให้กับนัท -ลูก"ชาย"คนเล็ก เราอาจรู้สึกว่ามันไม่เหมาะสมในการท้าทายอำนาจปิตาธิปไตยที่กระทำโดย"ลูกสาว" เพราะส่วนนึงเรายังคงอยู่ใตอุดมการณ์ปิตาธิปไตย(อธิบายเพิ่มเติมในส่วนของบทบาทและสถานะที่ถูกนำเสนอของสองเพศ)
 
ภาพตัวแทนของสองเพศแบบคสาสสิก มายาคติที่ไม่มีวันตายที่นำพาไปสู่ความล่มสลาย
 
ทีนี้ลองมาพิจารณาการจัดวาง บทบาทของทั้งสองเพศในเรื่องดู ซึ่งก็จะพบว่ามันคลาสสิกและอบอวลไปด้วยมายาคติดั้งเดิม ก่อนอื่นผมขอชี้ทางฟากของ"เพศหญิง"ก่อนนะครับ เพราะค่อนข้างจะโดดเด่นและน่าสนใจ(และน่าเบื่อไปในทีเพราะมันซ้ำซากออกไปทางเชยสุดๆ) ถ้าเราลองพิจารณาให้ดู เรื่องนี้เพศชายรับบทเด่นใช่มั้ยครับ ธีร์ หรือแม้กระทั่ง ลูกชาย นี่รับบทนำในแง่บวกโดยตลอด แต่ถ้าเรามองเพศหญิงบ้างล่ะ สังเกตมั้ยครับว่าทั้งเรื่องตัวละครหญิงตกเป็นรองอยู่ทุกตัวเลยก็ว่าได้
 
ผมขอเริ่มที่ป่าน แม่บ้านของเรื่องที่คลาสสิกอีกแล้วครับ เพราะเธอเคยเป็นผู้หญิงทำงานมาก่อนก่อนที่จะถูกจับขังไว้ในพื้นที่บ้านตามอุดมการณ์ชายเป็นใหญ่(ผู้ชายครอบครองพื้นที่นอกบ้าน ออกไปสู่พื้นที่สาธารณะ เป็นฝ่ายนำ เป็นผู้กระทำ(active)) ตัวเรื่องแสดงนัยให้เราเห็นว่าป่านเป็นผู้ที่มีประสิทธิภาพในการทำงานมากกว่าธีร์ แต่เธอยินดีที่จะปฎิบัติหน้าที่เพียงแค่"แม่"และ"เมีย" แต่ตรงนี้น่าสนใจนะครับเพราะลักลั่นมาก ธีร์ดูเหมือนจะไม่โดดเด่นในพื้นที่นอกบ้าน แต่แนนกับปรากฏร่องรอยของความโดดเด่น แต่กระนั้น สายตาแบบปิตาธิปไตยกลับมอง"ผู้หญิงที่อยู่นอกพื้นที่บ้าน" ด้วยความหวาดระแวง(ธีร์ระแวงว่าแนนเมื่อออกไปทำงานนอกบ้านแล้วจะไปมีสัมพันธ์สวาทกับเจ้านาย) ตรงนี้เป็นมายาคติที่ตราไว้ที่ผู้หญิง(โดยผู้ชาย)คือ"ความไม่ยับยั้งชั่งใจ"และ"ตกเป็นทาสของอารมณ์ได้โดยง่าย" ซึ่งตรงข้ามกับผู้ชายที่เป็นตัวแทนของ"เหตุผล" (เห็นมั้ยครับ การตราว่าผู้หญิงเป็นตัวแทนของอารมณ์จนสมัยก่อนต้องขังเธอไว้ในพื้นที่บ้านเพื่อป้องกันเธอจากตัณหา แต่สมัยนี้เราก็ยังตราว่าผู้หญิงเป็นตัวแทนของอารมณ์ ผู้ชายเป็นตัวแทนของเหตุผล ซึ่งเป็นผลตกค้างของลัทธิชายเป็นใหญ่ที่วางผู้หญิงไว้ในสถานะที่ต่ำกว่าโดยเฉพาะในการตัดสินใจ)
 
ต่อมาคือตัวละครที่ผมได้กล่าวไปบ้างแล้วคือแม่ยายและลูกสาว ซึ่งถูกจัดวางไว้ให้เป็นตัวละครร้าย แม่ยายคือตัวแทนของหญิงชราที่มีอำนาจ เป็นตัวร้ายเต็มขั้นและมี"ความเป็นอืื่่นที่เป็นภัยคุกคาม"ในสายตาของ"ปิตาธิปไตย"(แน่นอนครับว่า"ชายเป็นใหญ่"ไม่ชอบผู้หญิงที่มีอำนาจและสถานะที่สูงกว่าตน หลายเรื่องหรือแม้แต่ในนิทานมักจะปรากฏหญิงสูงอายุที่มีอำนาจและสถานะสูงกว่า ถูกวาดภาพไว้ในฐานะตัวร้ายที่ต้องก้าวผ่านไป) ส่วนลูกสาวนั้นก็คงสถานะของความเป็นผู้หญิ๊งผู้หญิงไว้คือไร้เหตุผลและท้าทายอำนาจของพ่ออยู่เสมอ ซึ่งตรงนี้หนังได้ทำให้บทบาทของลูกสาวดูแย่ลงด้วยการสร้าง"ลูกชายคนเล็ก"มาคอนทราสให้เห็นว่านี่ไง ขนาดเด็กผู้ชายที่อายุน้อยกว่ายังมีความประพฤติ ดูมีวัยวุฒิ มีเหตุผลมากกว่าเธอเลย สะใจดีมั้ยล่ะ! ดังนั้นในตอนท้ายเด็กชายแห่งความบริสุทธิ์ไรเดียงสาจึงรับหน้าที่เป็นเหยื่อและต้นเหตุของโศกนาฏกรรมเพื่อความกระทบใจขั้นสูงสุดของเรื่อง
 
นอกจากคนเป็นแล้ว ครอบครัวผีข้างบ้านก็ยังแสดงการจัดวางผู้หญิงแบบที่โครตจะคลาสสิกอีกครั้ง ตั้งแต่ก่อนที่จะตาย เมียในบ้านนั้นก็เป็นเมี๊ยเมีย ทำงานหนัก อยู่กับบ้าน เป็นฝ่ายถูกกระทำ(passive) ไม่มีปากมีเสียง เงียบตั้งแต่ก่อนตายยังหลังตาย แถมผู้หญิงอีกคนคือยาย ที่ชัดเจนมากๆคือเธอมาอยู่ในครอบครัวสมัยใหม่ ดังนั้นจึงเป็นเสมือนส่วนเกินของบ้าน เธอจึงถูกนำเสนอให้ไม่มีอะไร(คือไม่มีฟังชั่นในครอบครัว)เลยนอกจากเป็นตัวประหลาดที่นั่งอยู่บนรถเข็น สั่งกระดิ่งกรุ๊งกริ๊งไปวันๆ ในตอนท้ายที่พระเอกเราเข้าไปในบ้านยังมีลำดับชั้นของผีที่ออกมาหลอกหลอนเลยเห็นมั้ยครับ ขนาดตายไปแล้วเป็นผี ตัวพ่อ(ผู้ชาย)ของบ้านยังออกมาเป็นตัวสุดท้าย เป็นบอส มีสภาพดูได้ที่สุด ทรงอำนาจที่สุด (ส่วนมะขิ่นนั่นผมไม่นับนะครับเพราะมาจากข่าว)
 
ดังนั้นเราจะเห็นว่าผู้หญิงในเรื่องถูกจัดวางไว้ตามมายาคติเป๊ะๆ เป็นผู้ตาม เป็นผู้ถูกกระทำ ไร้เหตุผล ตกเป็นทาสของอารมณ์ ส่วนฝ่ายชายนั้นตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เต็มไปด้วยเหตุผล เป็นผู้นำ เป็นฝ่ายกระทำ(active) แต่ที่น่าสนใจคือหนังได้ถ่ายทอดมายาคติของผู้ชายออกมาอย่างครบถ้วนจนทำให้เราเห็นว่า"ความเป็นชาย"นี่แหละที่เป็นปัญหาของเรื่อง นั่นก็คือ "ความรุนแรง"และ"ความหุนหันพลันแล่น" ซึ่งลักษณะสองข้อนี้เป็นคุณสมบัติของผู้ชายที่ไม่ดีและตัวละครพ่อทั้งสองบ้านก็ยึดถือไว้และนำพาไปสู่ความวิบัติอย่างพร้อมเพรียง
 
ประเด็นตรงนี้คือทำให้หนังอ่อนตัวลงในฐานะความเป็นดราม่าครับ เพราะตัวละครพ่อมีจุดบอดที่ชัดเจนจนเกินไปทั้งสองตัว โดยจุดบอดนั้นก็คือมายาคติและความล้มเหลวในฐานะหัวหน้าครอบครัวของผู้ชายเอง เราจะเห็นว่าจริงๆแล้วพ่อทั้งหลายของเรื่องได้แสดงบทบาทในฐานะผู้นำของครอบครัวอย่างเต็มตัวแล้วแต่ก็ล้มเหลว(ทั้งสองบ้าน) คือมีฐานะที่เป็นผู้กระทำ เป็นผู้นำ เป็นผู้ตัดสินใจตามอุดมคติแบบครอบครัวสมัยใหม่ แต่ในที่สุดกลับพาครอบครัวไปไม่รอดและร้ายไปกว่านั้นคือ"ความรุนแรง"ที่เป็นสัญญะของผู้ชายได้ถูกใช้ออกพร้อม"ความหุนหันพลันแล่น"จนเกิดปัญหาและท้ายที่สุดคือโศกนาฏกรรมหมู่ของครอบครัว

อัตวินิวิบาตกรรมที่ไร้ความหมายกับการถ่ายโอนอำนาจกลับสู่มาตาธิปไตย
 
ดังนั้นเราอาจกล่าวไ้ด้ว่า ความพยายามที่ธีร์จะเดินตามรอยอุดมคติของตนเอง(จริงๆคือของปิตาธิปไตย)นั้น จริงๆแล้วตัวธีร์และอุดมการณ์เองนั่นแหละที่กลายเป็นปัญหาหลักของเรื่อง อาจจะนับตั้งแต่การท้องอย่างไม่ตั้งใจ การไม่พิจารณาศักยภาพและสถานภาพของตนเองตามความเป็นจริงแต่กลับล่องลอยอยู่บนภาพฝันที่เลื่อนลอย ไปจนถึงการตัดสินใจโยกย้ายอย่างไม่รอบครอบและขาดความพร้อมจนนำมาซึ่งปัญหาหนี้สินที่นำไปสู่ภาวะจนตรอกในที่สุด สุดท้ายแล้ว ความตายของธีร์อาจเป็นทางออกเดียวที่จะจบปัญหาต่างๆที่ต่างก็เกิดขึ้นจากตนเอง และความตายนั้นก็ไม่ได้สวยหรูหรือเต็มภาคภูมิแต่อย่างใด เพราะจริงๆแล้วมันเกิดจากความหุนหันพลันแล่นของเขาเองที่เป็นปัญหามาตั้งแต่ต้น (ตรงนี้ถ้าสังเกตจะพบว่าตัวธีร์เองเป็นคนที่ขาดความยั้งคิดอย่างมาก มีแนวโน้มที่จะใช้กำลัง เช่นฉากที่ลากลูกไปยังบ้านฝรั่ง หรือฉากที่จิตใต้สำนึกของเขายิงแนนภรรยาของตัวเอง) จนจบเรื่องที่เขาตัดสินใจจบปัญหาทุกอย่างที่ต้นเหตุ
 
ฉากจบของเรื่องจึงคล้ายกับการพ้นจากความพยายามของพ่อ โดยฉากในรถนั้นเต็มไปด้วยความหวังและแสงสว่างของอนาคตที่สว่างไสว โดยมีแม่รับหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัว โดยดูท่าว่าจะไม่ประสบปัญหาเช่นที่ผ่านมา(ที่เกิดจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดและไม่รอบคอบของธีร์) ทั้งหมดนี้คือจุดจบที่ไม่สวยหรูของความพยายามในการประกาศอิสรภาพตามแนวคิดปิตาธิปไตยของพ่อจากอำนาจของแม่ยาย และความล้มเหลวนั้นย่อมแลกด้วยชีวิตของธีร์เอง
 
 

edit @ 8 May 2011 16:29:35 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

edit @ 8 May 2011 16:30:38 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

edit @ 8 May 2011 18:20:48 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

edit @ 9 May 2011 10:34:55 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

เวลา เวลา ใครๆก็ต้องโดนอีเวลานี่มันไล่บี้อยู่ทุกวัน ทั้งๆที่จริงๆแล้วเวลามันคืออะไรกันแน่ยังไม่ค่อยแน่ใจ แต่ที่แน่ๆคำขวัญที่เราทุกคนได้รับการสั่งสอนมาคือ"เวลานั้นมีค่า"และ"เราทุกคนมีเวลาเท่ากัน" จริงๆแล้วผมว่าแนวคิดตรงนี้ประเด็นไม่น่าอยู่ที่ตัวเวลาโดดๆ แต่น่าจะอยู่ที่การเทียบชีวิตที่่เป็นเส้นตรงของเราเข้ากับเวลาด้วยมุมมองแบบเศรษฐศาสตร์ มองเวลาเป็นต้นทุนที่ทุกคนมีีเท่ากัน แต่บริหารได้ต่างกัน เวลาก็เหมือนกับเงินทอง...อย่างที่เค้าว่าล่ะนะ การใช้เวลาเลยดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่"ต้องสร้างสรรค์" "เป็นประโยชน์"และ"ต้องคุ้มค่า"ด้วยอีกโสดหนึ่ง
 
ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่เราจะได้ยินเด็กน้อยที่ออกสื่อหรือเป็นเด็กประเภท"ดีเด่น"ที่ทำอะไรต่างๆเป็นต้นว่าเล่นกีฬา เล่นดนตรี หรือทำกิจกรรมต่างๆในเวลาว่างโดยมักให้เหตุผลด้วยดวงตาใสซื่อว่า "เป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์"เป็นประโยคที่ครีเช่และปรากฏบ่อยโคดๆเวลาปิดเทอม ซึ่งเอาจริงๆนะ ไอ้ความคิดพวกนั้นมันก็ผู้ใหญ่นั่นแหละจับยัดใส่ปากให้เด็กพูด ผมว่าไอ้คำว่าใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์เนี่ย น่าเบื่อสุดๆไปเลย บางทีจะทำอะไรที่มันไม่มีประโยชน์มั่งไม่ได้หรอ แล้วไอ้ประโยชน์ที่ว่ามันอะไร ต่อใคร ตัวเอง มนุษยชาติ โลกใบนี้ จักรวาล ดาวอังคารหรืออะไร ผมเคยสงสัยนะว่าเออ มันจะอะไรนักหนานะกับเวลา กับอะไรก็ไม่รู้ที่ไม่มีตัวตนแต่โครตจะส่งผลกับชีีวิตเราสุดๆ อายุอีกอย่างที่ไปพร้อมกับเวลา อายุเท่านี้ทำไมยังไม่ทำอย่างนั้น
 
จริงๆไอ้เวลาที่มันมาผูกมัดเราเนี่ยมันก็เกิดจากฟังชั่นการผลิตตามแนวคิดแบบทุนนิยมที่มันจะมา"ใช้งาน"เราให้คุ้มค่าที่สุดนั่นแหละ อายุเท่านี้กำลังอยู่สภาพสมบูรณ์ที่จะอยู่ในสายพานแห่งการผลิต พอแก่หน่อยก็ต้องปลดประจำการณ์ คนเราก็มีอายุการใช้งานดังนั้ต้องใช้ให้คุ้มค่า
 
นอกเรื่องอีกแล้ว กลับมาโดยสรุปว่าในเมื่อเราต้องใช้เวลาให้คุ๊มค่าสุดๆแล้วเนี่ยผมเคยนั่งคิดว่าวันๆนึงเราใช้เวลาไปกับอะไรบ้างนอกจากทำงานกับนอน สิ่งที่ผมมักจะชี้นิ้วต่อว่ามันเสมอคือ"เวลาในการเดินทาง" ซึ่งเป็นปัญหาที่คนกรุงเทพส่วนใหญ่เผชิญจนชาชินไปแล้ว ผมคิดว่าคนกรุงเทพส่วนใหญ่คงใ้ช้เวลาบนถนนไปไม่้้น้อยกว่าชั่วโมงนึงต่อวันอย่างแน่นอน จริงมั้ยครับ ขนาดผมนะตอนเรียน มหาลัยอยู่ไกลจากบ้านประมาณ10กิโลเมตรยังต้องใช้เวลาในการเดินทางอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงเลย อย่าให้พูดถึงช่วยพีคสุดๆบางครั้งยาวไปจนถึงสองชั่วโมง
 
แต่วัฒนธรรมนึงที่ผมอยากจะรณรงค์ต่อจากการเดินชิดขวาที่ผมเคยเขียนไว้ที่ตอนนี้กำลังเฟื่องฟู(ความเฟื่องฟูไม่เกี่ยวกับข้อเขียนของผมแต่อย่างใด)ซึ่งโยงกับวัฒนธรรมการอ่านที่ำรัฐพยายามจะผลักดันมากว่าห้าปีแล้ว(แต่ยังไม่สำเร็จ)คือการ"อ่านบนรถ"
 
วัฒนธรรมอย่างนึงของฝรั่งที่น่าสนใจและน่าเอาเป็นเยี่ยงอย่างคือการใช้เวลาว่างบนรถโดยสารไปกับการอ่านหนังสือ ทั้งๆที่บ้านเขามีระบบคมนาคมที่ดี ส่วนใหญ่การเดินทางจะใช้ระบบรางที่ไม่ติดแหง่กเป็นชั่วโมงๆเหมือนบ้านเราหรือไม่ก็ระบบล้อ(พวกรถเมล์)ที่มีเวลาค่อนข้างเที่ยงตรง แต่ภาพที่มักจะปรากฏไม่ว่าจะในชีวิตจริงหรือในสื่อต่างๆคือฝรั่งที่ควักหนังสือออกมานั่งอ่าน
 
วันนี้ผมกลับจากงานหนังสือนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินลองมองไปรอบๆรถพบว่าไม่มีใครเลยที่หยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน ทั้งๆที่วัฒนธรรมการอ่านนี่เป็นวัฒนธรรมของชนชั้นกลาง แล้วรถไฟฟ้านี่ก็เป็นพื้นที่สำคัญของชนชั้นกลาง แล้วคนจำนวนมากก็เพิ่งกลับมาจากงานหนังสือโดยโดยสารรถไฟฟ้านั้น แต่กลับไม่มีหนังสือซักเล่มโผล่ในโบกี้เลย จริงๆผมเองขึ้นรถไฟฟ้าก็ไม่ค่อยอ่านนะ(ส่วนนึงเพราะคิดว่านั่งไม่นาน) วันนี้นึกขึ้นได้เลยทดลองหยิบหนังสือที่เพิ่งซื้อมามาอ่านมั่ง สรุปใช้เวลาบนรถประมาณครึ่งชั่วโมงพบว่าอ่านหนังสือไปได้ตั้ง30หน้าแน่ะ ผมเลยคิดว่าวิสัยแบบฝรั่งที่อ่านหนังสือบนรถเนี่ยมันก็ดีนะ ไม่งั๊นก็หายใจทิ้งไปเฉยๆเลย มองโน่นมองนี่ อ่านหนังสือนี่ก็เพลิินๆดีไม่รู้สึกว่านานแต่อย่างใด ลองคิดดูว่าเช้าครึ่งชั่วโมง เย็นครึ่งชั่วโมง ตีซะได้ครึ่งชั่วโมงยี่สิบหน้า วันนึงอ่านได้สี่สิบหน้า อาทิตย์นึงไปทำงาน/เรียนห้าวัน รวมแล้วได้ตั้ง200หน้าอย่างน้อย นี่ได้หนังสือเกือบเล่มเลยนะครับ ขนาดผมคิดจากการเดินทางแบบชิวๆนะ ถ้านั่งพวกรถตู้หรือรถเมล์ บางทีอยู่บนรถเป็นชั่วโมงๆ เดือนนึงคงอ่านหนังสือจบไปได้้เพิ่มอีกหลายเล่มเลยล่ะ
 
 
สรุปสั้นๆว่าแม้ว่าวัฒนธรรมการอ่านจะเป็นวัฒนธรรมนำเข้า(เมื่อก่อนเราไม่อ่าน เราฟัง ดูจากงานวรรณกรรมได้ว่าจะเน้นการเอาไปขับ ไปสวด ไม่ได้แต่งไว้อ่าน) แต่ไหนๆก็ต้องแหง่กอยู่บนรถตั้งนาน ผมว่าการอ่านก็เป็นทางเลือกที่ดี ถึงยังไงคงไม่มีการเรียนรู้อะไร(เรียนรู้นี่หมายรวมถึงเรียนรู้โลก-ชีวิต-อะไรก็ได้)ที่พกพาสะดวกและมีราคาถูกไปมากกว่าหนังสือแล้วล่ะ ดังนั้นมาใช้"เวลา"ให้"คุ้มค่า"ด้วยการอ่านหนังสือระหว่างการเดินทางกันเถอะครับ
 
ไม่นานมานี้หลายคนที่เป็นแฟนหนึ่งในสามของเวปชื่อดังของไทยอันได้แก่พันทิป บอร์ดปาล์ม และดราม่า คงได้ผ่านหูผ่านตาความขัดแย้งข้ามเผ่าพันธุ์กันไม่มากก็น้อย
 
 
ซึ่งสำหรับผมความน่าสนใจไม่ได้อยู่ที่เนื้อหาของความขัดแย้งแต่อยู่ที่รูปแบบของความขัดแย้งต่างหาก พูดโดยสรุปคือมันคือความขัดแย้งของสองเพศวิถี คือผู้หญิงและเกย์(ซึ่งจริงๆคือกะเทยเป็นส่วนใหญ่)
 
เป็นที่รู้กันมานานมากแล้วว่าสองบอร์ดนั้นถูกครอบครองโดยสองเพศสถานะ ห้องแป้งส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง(และเกย์ หรือผู้ชายที่บอกว่าตัวเองเป็นเมโทรเซ็กช่วล) ส่วนบอร์ดปาล์มนั้นเป็นที่สถิตหลักของเกย์ทุกประเภท แน่นอนว่าทั้งสองโลกนั้นมีวัฒนธรรมที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิงและมีนัยเขม่นกันอยู่เป็นระยะๆ ซึ่งตรงนี้แหละที่ผมเห็นว่าควรพูดถึงว่าทำไมโลกสองใบของสองเพศสภาพนี้จึงต่างกัน และเป็นที่น่าสงสัยว่าทำไมถึงได้ขัดแย้งกันเองทั้งๆที่เพศสถานะทั้งสอง(คือผู้หญิงและเควีย(ในที่นี้หมายถึงกลุ่มที่มีรสนิยมหรือมีการแสดงออกทางเพศที่ต่างออกไปจากอุดมการณ์รักต่างเพศหมายรวมถึงเกย์ทุกประเภทและกะเทย))ต่างก็มาจากการเป็นชายชอบทั้งนั้น
 
กลับไปที่แนวคิดซักเล็กน้อยว่าแล้วไอ้เรื่องเพศนี่มันเป็นการเมือง(Politic)อย่างไร คือว่าอย่างนี้ครับ เราจะปฎิเสธไม่ได้หรอกว่าการที่ตัวเราเป็นเรา ปรากฏตัวอยู่ในสังคม(เรียกอย่างวิชาการว่าพื้นที่)ไม่ว่าจะซอกไหนหลืบไหนเราเองก็ต้องมีปฎิสัมพันธ์เชิงอำนาจกับสิ่งรอบข้างอยู่เสมอ การแต่งกาย การพูด ท่าทาง ตัวตน อัตลักษณ์ทุกอย่างคือการต่อรองกับสังคมทั้งสิ้น เพราะมันคือการ"แสดงตัว" ของเราที่สัมพันธ์ไปตามพื้นที่หนึึ่งๆ ดังนั้นในการวิเคราะห์ในประเด็นนี้ผมจะตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการแสดงตัวตนของทั้งสองเพศในพื้นที่ออนไลน์ที่สะท้อนให้เห็นถึงอุดมการณ์และความหมายที่แฝงฝังอยู่ในคำพูดเหล่านั้น
 
สิ่งที่สำคัญที่สุดในการมองคือมุมมองของทั้งสองเพศที่มีต่อและกัน ในระยะแรกนั้นทางเวปพันทิปซึ่งเป็นสังคมออนไลน์ทีใหญ่ที่สุดของไทยเราคงไม่ได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของบอร์ดปาล์มซึ่งเป็นสังคมเฉพาะกลุ่่มมากๆ ข้อวิจารณ์แรกๆมักเกิดขึ้นเมื่อเหล่าชาวปาล์มมองว่าสังคมคุณภาพของพันทิปเป็นสังคมจอมปลอม สวมหน้ากากเข้าหากัน มือถือสากถือศีล และในบริบทที่เฉพาะคือ"ผู้หญิง"ที่อาจพูดได้ว่าเป็นผู้หญิงที่เป็นแบบฉบับ(Typical)คือผู้หญิงที่ดีงามตามครรลอง มีจุดมุ่งหมายที่จะเป็นแม่และเีมียอย่างแรงกล้า เป็นผู้ที่รับเอาอุดมการณ์รักต่างเพศแบบผัวเดียวเมียเดียว(Heterosexual Monogamy)ไว้เต็มตัว บางครั้งมักจะละเลยการมีอยู่ของอุดมการณ์ที่ขัดกับรักต่างเพศนั่นก็คือพวกเกย์ ซึ่งในความรู้สึกลึกๆแล้วผู้หญิงเหล่านี้มักมองว่าการแต่งงานมีครอบครัว มีลูกเป็นเป้าหมายที่สูงสุดของชีวิต แม้ว่าเพศหญิงเองก็ยังต้องไขว่คว้าหาครอบครัวในเบื้องปลายจึงจะนับว่าเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์(ส่วนอุดมการณ์หญิงมั่นนั้นคลอนแคลนมาก) และในเวลาเดียวกันนั่นเองพวกเธอจะรู้สึกว่าการไม่ได้อยู่ในกรอบรักต่างเพศแบบผัวเดียวเมียเดียวนั้นเป็นเรื่องต้องห้าม(รวมการเป็นเกย์ การท้องก่อนแต่ง หญิงหลายผัว และโสเภณี ซึ่งเพศสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ไม่ได้รับรองไว้ภายใต้สถาบันการแต่งงาน) นั่นแปลว่าองค์ประกอบสำคัญของการมีชีวิตที่เต็มของผู้หญิงก็คือผู้ชาย(แต่ในทางกลับกันกลับไม่จำเป็นเสมอไป)
 
ถ้าลองอ่านความคิดเห็นที่ปรากฏให้ดีจะพบว่านัยยะสำคัญที่ใช้ในการตอบโต้จากพันทิปนั้นล้วนยืนอยู่บนความเหนือกว่าของอุดมการณ์รักต่างเพศทั้งสิ้น ส่วนใหญ่มักแสดงความคิดเห็นไปในเชิงว่าตนเอง(ผู้หญิง)มีสถานะที่เหนือกว่าทั้งทางร่างกาย(มีความเป็นหญิงโดยเพศสภาพ)และทางจิตใจ(มีความเป็นหญิงไทยใจนิ่มนวลตามกรอบแห่งสังคม-เพศวิถี) อีกด้านหนึ่งนั้นคือมุมมืดที่ไม่ควรไปรับรู้ว่ามีอยู่จริง ดังนั้นพวกเควียจึงตั้งสมญานามให้ว่า"โลกสวย" มีชีวิตอยู่ในพื้นที่แห่งอุดมคติ เต็มไปด้วยคุณภาพและความงาม "ความปกติ" ซึ่งการเหยียด ตรงนี้ถือว่าล้าหลังพอประมาณ ซึ่งทั้งหมดนี้มันเป็นการแสดงออกเชิงความหมายที่มีนัยยะของอำนาจทั้งสิ้น
 
ถ้าเป็นความคิดของสมาชิกชายจะมีลักษณะที่รุนแรงกว่านั้นมาก เช่นแสดงความรังเกียจ ดูถูกหรือยกความเป็นชายที่เหนือกว่าอย่างเปิดเผย
 
ในทางวิชาการทั้งวิทยาศาสตร์ จิตวิทยา และมนุษยศาสตร์ต่างไม่มีการยืนยันว่าพฤติกรรมรักร่วมเพศ หรือรสนิยมทางเพศต่างๆเป็นอาการหรือความผิดปกติใดๆ ในทางทฤษฎีีแม้แต่คำว่า"ปกติ"ยังไม่อาจชี้ชัดลงไปอย่างเป็นสากลได้ จูดิธบัทเลอร์กล่าวว่าการแสดงออกทางเพศก็ถือว่าเป็นการแสดงอย่างหนึ่งเท่านั้น(perform)
 
 
กลับมาที่เรื่องเชิงอำนาจ นั่นแปลว่ากลุ่มเควีย(ซึ่งจริงๆการเรียกว่าเป็นใต้ดินนั้นมีนัยของการกดกลุ่มบอร์ดเกย์ลงไปให้กลายเป็นพวกที่"ไม่ได้รับรองโดยถูกต้อง")ย่อมต้องมีการตอบโต้ด้วยการสร้างคำใหม่ๆกลับไปสู้ เมื่อแรกการถูกเรียกว่าตุ๊ด แต๋ว เก้ง กวาง ต่างก็มีนัยยะของการดูถูกทั้งสิ้น พวกเกย์จึงสร้างคำกลับไปโต้คือคำว่า"ชะนี" และในกรณีนี้คือ"ชะนีพันทิป"นั่นเอง การตอบโต้ทางภาษานั้นแสดงให้เห็นถึงการต่อรองเชิงอำนาจที่เป็นรูปธรรมเป็นอย่างยิ่ง โดยนอกจากคำดังกล่าวนั้น การแสดงออกทางภาษาที่รุนแรงขัดกับครรลองของสังคมก็เป็นการแสดงออกเพื่อขัดขืนต่อกรอบที่สังคมตราไว้ด้วยเช่นกัน
 
ในจุดนี้จะอธิบายง่ายขึ้นเมื่อลองคิดภาพดูว่า ทำไมพวกเควียพาเรตในประเทศต่างๆถึงต้องทำด้วยสีสันจัดจ้านหรือไม่ก็เปิดเผยเนื้อหนังกันอย่างเอิกเกริก นั่นก็เพราะมันคือการทำในสิ่งที่กรอบของสังคมห้าม(กรอบในที่นี้คือกรอบที่อุดมการณ์รักต่างเพศวางไว้) มันเป็นโอกาสที่พวกเขาจะออกมาเดินร่วมกันและประกาศถึงการมีตัวตนในสังคมที่ทำเป็นมองไม่เห็นพวกเขามานานแสนนาน ประกาศว่าพวกเขาแตกต่างและมีตัวตน
 
การสร้างชุดภาษาใหม่หรือให้ความหมายกับภาษาใหม่เป็นการแสดงออกอย่างเดียวกัน อีกนัยคือการแสดงถึงอิสรภาพและเสรีภาพที่ไม่ถูกกัดขวางด้วยจารีตประเพณี(เคยมีอาจารย์กล่าวว่าพฤติกรรมการล่าคู่นอนของเกย์ก็เป็นการแสดงความขัดขืนต่ออุดมการณ์ผัวเดียวเมียเดียวด้วยซ้ำ)
 
แต่อย่างไรก็ตามผมไม่ได้ชี้้นำว่าใครถูกใครผิด รวมไปถึงประเด็นยุบๆยิบๆเช่นเรื่องความตรงไปตรงมา ภาษา ความปลอมอะไรนั้น เพียงแต่อยากจะชี้ว่าปรากฏการณ์นี้เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจเมื่อทั้งสองจุดยืนสองวัฒนธรรมเข้าปะทะกัน เราก็จะเห็นถึงการโต้กลับต่อรองกันเชิงความหมาย จากภาษา เพศ ตัวตน และพื้นที่
 
ปล ฟังดูเหมือนผมจะวิพากษ์"ผู้หญิง" แต่จริงๆผมวิพากษ์ที่"แนวคิด"มากกว่านะครับ(และวิพากษ์เป็นหลักด้วยเพราะมันเป็นกระแสหลักที่เรายังสลัดกันไม่หลุด) แล้วก็ไม่ได้เหมารวมว่าผู้หญิงทั้งหมดเป็นแบบนี้ หรือเกย์ทั้งหมดเป็นแบบนั้น เพราะในคคหก็มีผู้หญิงหลายคนมากที่ไม่ได้แสดงทัศนคติที่ว่าออกมา แต่ในทางกลับกันกะเทยหรือเกย์บางคนกลับถูกครอบงำด้วยทัศนคติอย่างที่ว่า(จนกลายเป็นดูถูกตัวเอง)มากกว่าด้วยซ้ำ

edit @ 5 Mar 2011 15:32:41 by v@n,ละเลงวรรณกรรม