"ความตาย" และ "การอยู่รอด" โลกสองใบในความคิดคำนึงของมนุษย์
posted on 23 Oct 2009 13:48 by vaaaanความตาย
เป็นสิ่งหนึ่งอยู่คู่กับมนุษย์เรามานับตั้งแต่เราเริ่มมีชีวิต
ความตายเป็นความลึกลับดำมืด
มนุษย์(เกือบ)ทุกคนนั้นกลัวความตาย และความตายเป็นลักษณะสากลของมนุษยชาติ
ดังนั้นความตายจึงเป็นสิ่งที่มนุษย์พยายามค้นหาและเพ่งมองมาตั้งแต่ครั้งเริ่มมีอารยธรรม
เมื่อมนุษย์ไม่อาจเข้าใจโลกของความตายได้ พวกเขาจึงใช้วิธี "มอง" พวกมันแทน
ความตายจึงเป็นเรื่องที่ถูกนำมาพูดถึงอยู่ตลอดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
ทำไมถึงได้มาเขียนเรื่องของความตายและการมีชิวิต
แล้วทำไมจะไม่ล่ะ?
จริงๆแล้วแรงบันดาลใจที่จะพูดถึงความตายมีมานานแล้ว เพราะเท่าที่ผ่านตามา งานต่างๆมันมีประเด็นของความตายมาโดยเสมอ แน่นอนว่าจนกระทั่งถึงปัจจุบัน แม้ในการ์ตูนและภาพยนตร์เองก็มักจะพูดเรื่องความตายอยู่เสมอ
ประเด็นเรื่องความตายในเอนทรี่นี้จะพูดถึงการ"มอง"ความตายที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ(เท่าที่นึกได้)ที่มุนษย์มอง จนพัฒนามาถึงปัจจุบันที่ความตายถูกโยงเข้ากับการมีชีวิต ในทำนองเปรียบเทียบ
สรุปแล้วความตายคืออะไร เราสมควรที่จะกลัวความตายหรือไม่ ทำไมเราจึงกลัว ในยุคปัจจุบัน ความตายคืออะไรกันแน่? ระหว่างความตายกับการมีชีวิต อย่างไหนน่าอภิรมย์กว่ากัน เชิญทัศนา...
หากจะพูดถึงความตาย แน่นอนว่ามนุษย์ทั้งปวงเริ่มต้นที่ความกลัว เราทุกวันนี้ก็เช่นกัน เรากลัวที่จะตาย หากถามว่าทำไมถึงกลัว คำตอบคือมันกระทันหัน ทำให้รับมือไม่ทัน มีอะไรตั้งมากมายยังไม่ได้ทำให้สำเร็จ คนที่เรารักที่ยังต้องห่วง หลายสิ่งยังต้องรับผิดชอบ พันธการร่างต่างๆยังคงรัดฉันเอาไว้ ถ้าตายไปจะทำยังไง(คงไม่ทำยังไงได้) และประเด็นสำคัญคือ ความตายคือความไม่รู้ เราไม่รู้ว่าตายแล้วต่อไปจะเป็นอย่างไร ตายแล้วไปไหนเป็นคำถามสากลของโลก ตายแล้วจะสบายไหม ตายแล้วจะสุขสันต์ไหม ตายแล้วจะลำบากไหม และอีกแง่ ความตายเป็นสถานะที่ยืนยง คนตายแล้วตายเลยเลือกไม่ได้ ดังนั้นจึงไม่เคยมีใครสามารถกลับมาจากโลกของความตายและมาอธิบายโลกใบนั้นได้เลยอีกด้านคือในที่สุด ความตายคือปลายทางร่วมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ความตายคืออำนาจของธรรมชาติและกาลเวลาที่ยังคงอยู่เหนือมนุษย์อย่างไม่มีวันเสื่อมคลาย
เราจึงกลัวที่จะตาย
ศาสนาต่างๆจึงบังเกิดขึ้นเพื่ออธิบายความกลัวของมนุษย์ ตายแล้วมีความหวังถ้าคุณทำดี โลกหน้าย่อมดีกว่านี้ร้อยเท่าพันทวี หรือถ้าคุณทำเลวมันก็กลับกัน พระพุทธเจ้าจึงสอนคำสอนสุดท้ายคือความไม่ประมาทในการใช้ชีวิต เพราะความตายนั้นอาจมาเยือนได้โดยไม่บอกกล่าว หากพร้อมรับความตาย พันธนาการต่างๆก็จะมีลดน้อยลงเพราะไม่ประมาท
เหไปเรื่องศาสนา เพราะเขียนไปคิดไป กลับมาเรื่องวรรณกรรม นอกจากศาสนาแล้ว ผู้นำทางความคิดอีกด้าน คือทางโลกก็ถ่ายทอดมุมมองของพวกเขาต่อความตายไว้เช่นกัน มุมมองของมนุษย์ที่มีต่อความตายนั้นจะปรับไปตามสถานะที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ มนุษย์ไม่อาจอยู่เหนือความตายทางกายภาพได้ ในระยะแรก พวกเขาจึงให้คุณค่าต่อความตายที่ยิ่งใหญ่ในการประกอบวีรกรรม หากมนุษย์ตายในการรบอย่างทรงคุณค่า รูปปั้นตัวแทน นาม และเรื่องราวคุณงามความดีของผู้ตายจะได้รับการขับขานตราบชั่วอายุคน(น่าสนใจว่าในทีี่สุดมนุษย์เอาความตายหรือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ต่างๆกลับมาใช้ประโยชน์ได้เสมอ) เพลงขับและมหากาพย์ของวีรชนผู้สละชีพเพื่อเกียรติและศักดิ์ศรีเป็นสิ่งที่พบได้ในทุกวัฒนธรรมของโลก ความตายคือเกียรติยศ มหากาพย์คือวีรกรรมของผู้ล่วงลับ จนทุกวันนี้เรายังคงรู้จักแบร์วูฟ วีรบุรุษจากยุคแองโกลแซกซอนของอังกฤษ ตำนานเรื่องวาคิรี เทพธิดาแห่งสนามรบของชาวนอร์สที่เชื่อกันว่าถ้านักรบตาย(อย่างทรมานด้วยคมหอกคมดาบ)ในสนามรบจะได้ไปยังโลกหน้าอย่างสุคติโดยมีวาคิรีเหล่านี้เป็นสื่อกลาง หรือแม้ในของไทยเองก็มีนามของนักรบผู้สละชีพเพื่อชาติหลายท่านที่เรื่องราวนั้นยังคงมีชีวิตจนทุกวันนี้ แม้เวลาจะผ่านมานับร้อยปีแล้ว
ภาพวาคิรีประกอบหนังสือโดยArthur Rackham
ภาพวาคิรีโดยEdward Robert Hughesโปรดสังเกตลักษณะของภาพที่มีความเป็นอุดมคติ เขียนภาพในเรื่องเก่าๆโบราณๆ ภาพนี้เขียนขึ้นราว1851-1914หรือปลายคริสตศตวรรษที่19 กลับไปเขียนงานของยุคแองโกลแซกซอน พวกตำนานต่างๆ โดยรวมแล้วเรียกลักษณะงานแบบ(และยุค)นี้ว่า โรแมนติก(อธิบายเพิ่มเติมต่อไป)
ดังนั้นความตายคือเกียรติที่สูงส่งกว่าการดำเนินชีวิต ชาติที่เด่นชัดในเรื่องนี้คือญี่ปุ่น วัฒนธรรมการเซ็ปปุกุ(หรือการฮาราคีรี เหมือนเคยได้ยินว่าคำว่าฮาราคีรีเป็นคำที่เหมาะสมและมีเกียรติน้อยกว่าเซ็ปปุุกุ)
โศกนาฎกรรมเป็นสิ่งที่ไม่พูดคงจะไม่ได้ถ้าพูดถึงเรื่องของความตาย โศกนาฎกรรมหรือTragedyเป็นลักษณะงานเก่าแก่โบราณของอารยธรรมมนุษย์ที่มีความตายเป็นใจความสำคัญของเรื่อง มีมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ มีตำราทฤษฎีมาตั้งแต่ยุคนั้นเลย
สิ่งที่น่าสนใจคือ เทรจิดี้ไม่ได้นำเสนอความตายอย่างภาคภูมิเหมือนกับงานแบบมหากาพย์วีรีบุรุษแต่อย่างใด
สิ่งที่เทรจิดี้นำเสนอและกระตุ้นจิตใจของผู้ชม คือ "ความกลัว(ตาย)"นั่นเอง จะขออธิบายถึงองค์ประกอบสำคัญที่โศกนาฎกรรม "ทำ" ต่อมนุษย์ โศกนาฎกรรมมีสิ่งที่เรียกว่า Harmatia ออกแนวคือจะมีตัวเอกเรียกว่าTragic Hero(ลองคิดถึงงานของเชคสเปียร์ แฮมเล็ต เป็นต้น)มีจุดบกพร่อง แล้วจุดบกพร่องนั้นก็นำไปสู่โศกนาฎกรรม
ความรู้สึกสามอย่างที่โศกนาฎกรรมทำให้ผู้ชมรู้สึกคือ Pity(ความสงสาร) Fear(ความกลัว) และCathasis(ความโล่งใจ/การปลดปล่อยอารมณ์) สิ่งที่ควรอธิบายเพิ่มคือFearและCathasis แน่นอนว่าเมื่อเราดูความพินาศและความตายของผู้คนแล้วเราย่อมสงสาร และแน่นอนเราต้องเกิดความกลัว และขั้นตอนสุดท้ายคือการปลดเปลื้องความกลัวเหล่านั้น พูดง่ายๆคือเราดูเสร็จในที่สุดตอนเรากลับ เราเกิดความเบิกบานว่า โชคดีเนอะที่เราไม่ได้เป็นแบบนั้น อารมณ์ตึงเครียดทั้งหมดถูกคลายออกจนหมด
จุดนี้น่าคิดคือในที่สุดมนุษย์หยิบเอาความตายมามองเพื่อสร้างความบันเทิงได้อีกชั้นหนึ่งโดยการเฝ้ามอง ร่วมรู้สึก และโล่งใจ(ที่ไม่ได้พินาศ)ไปบนความพินาศและความตายของผู้อื่น
ภาพการจมน้ำของโอฟีเรีย นางเอกของเรื่องHamlet โดยเชคสเปียร์ เราจะเห็นภาพของความตายที่น่าหดหู่มากกว่าความตายที่น่าภาคภูมิ
ในที่สุดโลกก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เมื่อสังคมมนุษย์เริ่มเปลี่ยนแปลงจากสังคมที่ค่อยเป็นค่อยไป กลายเป็นสังคมอุตสาหกรรมแบบก้าวกระโดด เืมืองและโรงงานอุตสาหกรรมทำให้คนบางกลุ่มตกใจและหนีเตลิน กลับไปหาธรรมชาติและท้องทุ่งป่าเขาอย่างสุดขั้ว ยุคสมัยดังกล่าวเรียกว่ายุค โรแมนติก เป็นยุคที่มนุษย์เริ่มที่จะ "หนี" จากความวุ่นวาย(ที่เพิ่งก่อตัวขึ้น)
ทางหนีทางหนึ่งเมื่อพวกเขาคลุกคลีอยู่กับธรรมชาติและเพ่งมองสรรพสิ่งต่างๆที่หมุนเวียนไป ความตายย่อมอยู่ในสายตาของกวีเหล่านั้น
มุมมองของมนุษย์ที่มีต่อความตายจึงเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ภาพของความตายที่น่ากลัวและลึกลับถูกเปลี่ยนโฉมให้กลายเป็นภาพแห่งความสุขสงบครั้งสุดท้ายอันน่าอภิรมย์ ความตายคืิการหลับไหลอันแสนสุขและการกลับคืนสู่ผืนดินและธรรมชาติทั้งปวง พบเห็นได้ทั้งในกวีนิพนธ์์ชื่อดังทั้งของอังกฤษและอเมริกา
ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะฆ่าตัวตายนะ
แต่พวกเค้ากำลังรอคอยความตายในตอนสุดท้ายของชีวิตอย่างมีความสุขต่างหาก
แสดงว่ามนุษย์เริ่มให้น้ำหนักระหว่างความตาย และ การอยู่รอดตั้งแต่ช่วงนี้สินะ
คำถามที่น่าสนใจคือ ความก้าวหน้าของโลกกลับทำให้มนุษย์กลุ่มหนึ่งเลือกที่จะหนี และพิจารณาความตายอย่างลึกซึ้ง ซึ่งกระบวนการนีไม่ได้จบลงแค่ศตวรรษที่19 แต่มันกลับมีมาเรื่อยๆ และมาชั้ดเจนสุดๆหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
เมื่อสงครามและความตายเกิดขึ้นทั่วทุกหัวระแหงในช่วงสงครามและหลังสงครามโลกครั้งที่สอง คนเรา็เริ่มสงสัยถึงการอยู่รอดและความตาย สงสัยว่าโลกสองใบนี้ช่างเลือกยากเสียจริง การอยู่หรือการตายอย่างไหนจะดีกว่ากัน
ความตายอันแสนสุข และ คนนอก ของอัลแบร์ กามู เป็นงานหลังสงครามโลกครั้งที่สองที่โดดเด่น ที่พยายามที่จะตอบคำถามถึงการมีชีวิต และ การตายอย่างมีความสุขสมบูรณ์มากที่สุด แต่ทั้งสองเรื่องก็จบลงที่ความตาย แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ทั้งสองเรื่องเล่าเรื่องของคนที่ใช้ชีวิตโดยที่กำลังจะตายพร้อมกับค้นหาความหมายและความสุขในความอยู่รอดและความตายนั้นไปพร้อมๆกัน
ความตายและการอยู่รอดในปัจจุบัน
สิ่งที่มนุษย์ทุกวันนี้ยังคงคิดคือการพิจารณาความตาย ผมเชื่อว่าหลายคนย่อมเคยคิดถึงความเบื่อหน่ายโลก ความยากลำบากในการใช้ชีวิตแล้วเอาไปเปรียบเทียบกับความตาย อย่างในเรื่องHouse MD ที่เล่าเรื่องของหมอที่ต่อสู้กับความตาย แต่ด้วยเป็นซีรีย์และพัฒนาการของเรื่องในS4 จะมีตอนที่ความคิดต่างๆมาชนกันกระจายในโรงพยาบาล
คุณจะเจอคนป่วยขี้ยาสภาพร่อแร่ที่ใช้ชีีวิตอย่างไร้จุดหมายแต่แฝงไว้ด้วยคุณค่าเล็กๆ
เจอหมอที่ต่อสู้กับความกดดันของสังคมและกลายสภาพเป็นนางมารร้าย
เจอคนไข้มะเร็งที่หมอวินิจฉัยผิดว่าเขากำลังจะตาย แต่เมื่อหมอบอกว่าเขาจะไม่ตายแล้ว ท่าทีของเขากลับไม่ยินดีปรีดากับการมีชีวิตรอดเลย เขาพึงพอใจกับการที่กำลังจะตายลงไปมากกว่า เมื่อหมอบอกกับเขาว่ากำลังจะตายเขากลับบอกว่าหมอได้มอบช่วงเวลาแห่งความสุขให้กับเขา
ความตายมันช่างสบาย
คนถึงได้ฆ่าตัวตายกันมากขึ้นเพราะไม่อาจทนกับโลกกันบีบคั้นใบนี้ได้
ความตายอันแสนสุขมีจริงหรือ
การมีชีวิตลำบากกว่าความตายจริงหรือ
ความตายง่ายจริงหรือ
ประเด็นเหล่านี้ผุดขึ้นมาเรื่อยๆ และทำให้ผมคิดย้อนกลับไปถึงหนังที่น่าประทับใจที่สุดเท่าที่เคยดูมาคือ

เป็นเรื่องที่มาจากญี่ปุ่น ประเทศที่มีความตึงเครียดและมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงทีี่สุด
เรืื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมโคดจะแนะนำให้หามาดู หรือหาการ์ตูนมาอ่าน(แปลกมาก ออริจินัลของหนังคือการ์ตูน ที่มีเนื้อหาหนักแน่นยิ่งกว่าหนังสือที่มีแต่ตัวอักษร)
สิ่งที่เรื่องนี้กำลังพูดถึงมีใจความอยู่ที่ความตาย(อีกแล้ว เพราะเอนทรี่นี้พูดถึงความตาย) และการมีชีวิตอยู่ แต่เรื่องนี้จะทำให้คุณดราม่าและอินโคดๆและทำให้คุณร้องไห้ขี้มูกโป่ง
ไม่ใช่เพราะความตาย
สิ่งที่มันมากระชากใจคุณคือการมีชีวิตอยู่ต่างหาก
คุณจะใช้ชีวิตวันสุดท้ายอย่างไรถ้าคุณรู้ว่าคุณกำลังจะตายใน24ชั่วโมง
เรื่องนี้คือเรื่องที่โคดจะทำให้คุณเห็นคุณค่าของการมีชีวิต ขอย้ำ
กลับมาคิดอีกที เอนทรี่นี้เขียนขึ้นมาทำไม ผมก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน แต่ส่วนหนึ่งมีแรงบันดาลใจมาจากหนังที่ได้ดู เลยอยากพูดถึงความตายดูว่ามนุาย์มองความตายว่าอย่างไรบ้าง ยิ่งในปัจจุบันคนเราเลือกที่จะตายมากกว่าจะมีชีวิต น่าคิดว่าทำไม(แต่พอเข้าใจ) อย่างไรก็ตามความตายเป็นสิ่งที่เกิดได้ครั้งเดียว ไม่มีโอกาสครั้งที่สองแต่การมีชีวิตนั้นมีโอกาสอีกนับพัน
แค่นี้ก็ไม่น่าจะเลือกยากอะไรแล้ว
ปล ช่วงนี้ขยันอัพบลอคมาก ในStatบอกว่ามีคนมาอ่านพอสมควร ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า จริงๆเขียนอะไรยาวๆแบบนี้ ขอบอกว่าเหนื่อยเหมือนกัน แถมแห้งแล้งคอมเม้นม๊ากstatมันมั่วป่ะนิมาอ่านแล้วบอกกันมั่งนะฮะ ว่าที่เขียนๆไปเนี่ยมีคนอ่านรึเปล่า อ่านแล้วดีไหม อ่านแล้วไม่ชอบ สาระอะไรไม่เอาเลิกเขียนไปเถอะ ถ้าดี ชอบ บอกต่อจะเป็นพระคุณม่อกมาย (ติดดาวให้ก็ดี คริคริ)
edit @ 23 Oct 2009 17:04:05 by v@n,ละเลงวรรณกรรม
edit @ 23 Oct 2009 17:36:00 by v@n,ละเลงวรรณกรรม
ขอบใจมากๆ ที่เอามาลง ให้อ่านเน้อ~~
#1 By Sally on 2009-10-23 16:04