บางทีโลกนี้ อาจเป็นนรกสำหรับดาวเคราะห์อื่นก็ได้
posted on 07 Nov 2009 17:29 by vaaaanจี๊ดแมะ ท่านผู้โชม
คำพูดนั้น(หัวข้อ)เป็นคำพูดของอัลดััส ฮักซ์เล่ นักเขียนสุดแรว๊ง เจ้าของผลงานสำคัญแห่งกระบวนนวนิยายของอังกฤษ Brave New World
แค่ที่เฮียแกกล่าวมาก็จี๊ดใจและคงรับรองได้ว่างานแกจะแร๊งแค่ไหน
เอาย่อๆ Brave New World เป็นนวนิยายวิทยาศาสตร์ที่เฮียแกเขียนขึ้นราวปีพันเก้าร้อยต้นๆ ยุคนั้นถ้าจำไม่ผิดนี่เพิ่งปฎิวัติวิทยาศาสตร์(รุ่นหลานชาล ดาวิน) โลกตะวันตกเพิ่่งจะเหวี่ยงความเชื่อ แนวคิดจากขั้วนึงไปสู่ขั้วนึงอย่างรุนแรก มันคงมีผลกะเฮียแกแหละ แกเลยจัดการสร้างโลกในอนาคตขึ้นมา โลกที่คนอ่านแบบตะลึงพรึงเพริดไปเลยว่า โอว คิดได้เนอะ หลายประเทศแบนไปเลยเรื่องนี้เพราะอ่านแล้วช็อกโลกมาก เอาละ โลกที่แกว่ามันเป็นโลกคล้ายๆUtopia แบบโลกในอุดมคติ ทุกคนหน่มสาว ใช้ชีวิตแบบลันล้าสมบูรณ์แบบไปเรื่อยๆ ไม่เจ็บไม่ไข้ สุขสันต์ไปเรื่อยๆ ไม่แก่ด้วยนะ แล้วก็ตายไปเอง
ฟังดูดีไหมฮะ แต่ไอ่ความสมบูรณ์พูนสุขพวกนั้นน่ะ มันไม่เหมือนยูโทเปีย หรือโลกในอุตรกุรุทวีปหรอก เบื้องหลังมันมีมนุษย์และวิทยาศาสตร์นั่นแหละเป็นเครื่องควบคุมมนุษย์ไว้
มนุษย์ทั้งหมดถูกผลิตอย่างเป็นระบบและเป็นขั้นตอน ทุกคนถูกโปรแกรมไว้ด้วยมนุษย์ด้วยกันเอง ผลิตออกมาด้วยการผสมเทียมด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นล๊อตๆ(นึกสภาพ ล๊อตนี้100คน หน้าเหมือนกันหมด แล้วก็มีศูนย์เพาะเลี้ยงอนุบาล) ไม่มีการสืบพันธุ์โดยธรรมชาติอีกต่อไป และในกระบวนการผลิตมนุษย์นั้นก็จะโปรแกรมไว้เลย
มันจะมีสี่วรรณนะ เป็นลำดับสี่ขั้นตามความฉลาดผสมปุ๊บ ลอตนี้ จะเอาเป็นพวกระดับต่ำ ก็จัดการเทสารลงไป ให้สมองมันไม่พัฒนา(ตั้งแต่ตอนเป็นเซล) กล้ามเนื้อจะได้พัฒนาแทน พวกนี้จะเอาไปทำในเหมือง เอาเซลไปอังกับแผงความร้อน มันจะได้ทนความร้อน พวกนี้จะเอาไปเป็นนักบิน ก็จับเข้าเครื่องเหวี่ยง เหวี่ยงๆๆๆๆๆ จะได้ชิน
พอโตขึ้นมาหน่อย มีตอนนึงผมประทับใจมากกกก คือตอนที่เป็นทารก มันจะมีกระบวนการทำให้เด็กฝังใจ มันจะมีห้อง ในห้องมีดอกไม้และหนังสือภาพ เสร็จก็ปล่อยทารกเข้ามา ทารกก็เข้ามาก็เริ่มสนใจหนังสือ เล่นดอกไม้ ซักพักก็กดปุ่มให้หวูดดัง เด็กก็แบบตกใจ ปล่อยหมด ร้องไห้กระจองอแง ไม่พอ พี่แกปล่อยกระแสไฟฟ้าลงไปที่พื้น เด็กก็ชักแหง่กๆๆๆ แล้วก็หยุด ปิดทุกอย่าง แล้วให้พยาบาลอุ้มเด็กออกไป โดยมีคำอธิบายว่า เด็กพวกนี้เป็นวรรณนะอะไรซักอย่างที่ต่ำที่สุด การทำแบบนี้จะทำให้เด็กฝังใจกับหนังสือและดอกไม้ไปเลย เหตุผลคือพวกนี้ไม่มีความจำเป็นต้องรักการอ่าน ไม่ต้องเสียเวลาไปกับหนังสือ มีหน้าที่ใช้แรงงานอย่างเดียว เรื่องดอกไม้มันเป็นประเด็นของการบริโภค ถ้าพวกนี้รักธรรมชาติ พอว่างๆก็จะไปเเที่ยวป่าเขา มันไม่เกิดการ "บริโภค" ถือว่าไม่เกิดประโยชน์ใดๆ
อ่านแล้วผมแบบ เฮ้ย แม่งร้ายอ่ะ เหมือนแบบถูกตบหน้า มันแบบจะสื่ออะไร หลายอย่างมันแบบแทงใจ เสียดสีสุดๆ(มีความรู้สึกว่าเสียดสีวิทยาศาสตร์จิตวิทยาแถมด้วยแนวคิดบริโภคอย่างแรง)
อย่างคนในโลกนี้ถ้าทุกข์ ก็จะมียาชื่อ โซม่า ที่พี่แกบรรยายมันคือยาเสพย์ติดชัดๆ(ในยุคนั้นมีรึยังนะ) แบบให้ความสุขชั่วขณะ ทุกคนแบบเสพย์กันตลอด แล้วไหนล่่ะความสุขที่แท้จริง????
มันแบบเป็นironicมาก คนโลกนั้นก็ดูถูกคนโลกเก่า เราที่มองเบรฟนิวเวิลก็แบบนะ...มันอาจจะคล้ายๆกับคำที่พี่แกพูดไว้ก็ได้
โลกเราอาจเป็นนรกสำหรับดาวเคราะห์อื่นก็ได้...
สิ่งที่เราเห็นว่าดีแล้ว สบายแล้ว มันอาจเป็นอีกเรื่องจากคนอีกโลกนึง สังคมอื่น
ปล มีแปลแล้วเรื่องนี้ ภาพจาก เคล็ดไทย แนะนำอย่างแรงให้ไปหามาอ่าน ทึ่ง ตะลึง คิดได้ไง แล้วก็โดนใจ ว่าเรากำลังจะเป็น Brave new worldรึเปล่าหนอ
edit @ 8 Nov 2009 11:40:08 by v@n,ละเลงวรรณกรรม
พูดถึงเรื่องเสียดสี ทำให้มีงานอีกชิ้นนึงแว่บเข้ามาในหัว
รับรอง อ่านแล้วต้อง "ตะลึง"
ติดตามชมครั้งต่อไป กับข้อเขียนที่มีชื่อว่า "คำแนะนำที่แสนจะนุ่มนวล"
แค่ชื่อก็ironic(ล้อ)ซะขนาดนี้ ไม่ติดตามได้ยังไงไหว
ชิมิ?
edit @ 9 Nov 2009 00:23:50 by v@n,ละเลงวรรณกรรม
edit @ 9 Nov 2009 00:25:44 by v@n,ละเลงวรรณกรรม
edit @ 9 Nov 2009 00:38:29 by v@n,ละเลงวรรณกรรม
มันอาจทำให้ผมเสียตังอีก
ไว้ได้พจนานุกรมก่อนค่อยซื้อ
#1 By dong=ดอง,โด่ง on 2009-11-08 00:12