จี๊ดแมะ ท่านผู้โชม

 คำพูดนั้น(หัวข้อ)เป็นคำพูดของอัลดััส ฮักซ์เล่ นักเขียนสุดแรว๊ง เจ้าของผลงานสำคัญแห่งกระบวนนวนิยายของอังกฤษ Brave New World 

แค่ที่เฮียแกกล่าวมาก็จี๊ดใจและคงรับรองได้ว่างานแกจะแร๊งแค่ไหน

เอาย่อๆ Brave New World เป็นนวนิยายวิทยาศาสตร์ที่เฮียแกเขียนขึ้นราวปีพันเก้าร้อยต้นๆ ยุคนั้นถ้าจำไม่ผิดนี่เพิ่งปฎิวัติวิทยาศาสตร์(รุ่นหลานชาล ดาวิน) โลกตะวันตกเพิ่่งจะเหวี่ยงความเชื่อ แนวคิดจากขั้วนึงไปสู่ขั้วนึงอย่างรุนแรก มันคงมีผลกะเฮียแกแหละ แกเลยจัดการสร้างโลกในอนาคตขึ้นมา โลกที่คนอ่านแบบตะลึงพรึงเพริดไปเลยว่า โอว คิดได้เนอะ หลายประเทศแบนไปเลยเรื่องนี้เพราะอ่านแล้วช็อกโลกมาก เอาละ โลกที่แกว่ามันเป็นโลกคล้ายๆUtopia แบบโลกในอุดมคติ ทุกคนหน่มสาว ใช้ชีวิตแบบลันล้าสมบูรณ์แบบไปเรื่อยๆ ไม่เจ็บไม่ไข้ สุขสันต์ไปเรื่อยๆ ไม่แก่ด้วยนะ แล้วก็ตายไปเอง

 

ฟังดูดีไหมฮะ แต่ไอ่ความสมบูรณ์พูนสุขพวกนั้นน่ะ มันไม่เหมือนยูโทเปีย หรือโลกในอุตรกุรุทวีปหรอก เบื้องหลังมันมีมนุษย์และวิทยาศาสตร์นั่นแหละเป็นเครื่องควบคุมมนุษย์ไว้

มนุษย์ทั้งหมดถูกผลิตอย่างเป็นระบบและเป็นขั้นตอน ทุกคนถูกโปรแกรมไว้ด้วยมนุษย์ด้วยกันเอง ผลิตออกมาด้วยการผสมเทียมด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นล๊อตๆ(นึกสภาพ ล๊อตนี้100คน หน้าเหมือนกันหมด แล้วก็มีศูนย์เพาะเลี้ยงอนุบาล) ไม่มีการสืบพันธุ์โดยธรรมชาติอีกต่อไป และในกระบวนการผลิตมนุษย์นั้นก็จะโปรแกรมไว้เลย

มันจะมีสี่วรรณนะ เป็นลำดับสี่ขั้นตามความฉลาดผสมปุ๊บ ลอตนี้ จะเอาเป็นพวกระดับต่ำ ก็จัดการเทสารลงไป ให้สมองมันไม่พัฒนา(ตั้งแต่ตอนเป็นเซล) กล้ามเนื้อจะได้พัฒนาแทน พวกนี้จะเอาไปทำในเหมือง เอาเซลไปอังกับแผงความร้อน มันจะได้ทนความร้อน พวกนี้จะเอาไปเป็นนักบิน ก็จับเข้าเครื่องเหวี่ยง เหวี่ยงๆๆๆๆๆ จะได้ชิน

พอโตขึ้นมาหน่อย มีตอนนึงผมประทับใจมากกกก คือตอนที่เป็นทารก มันจะมีกระบวนการทำให้เด็กฝังใจ มันจะมีห้อง ในห้องมีดอกไม้และหนังสือภาพ เสร็จก็ปล่อยทารกเข้ามา ทารกก็เข้ามาก็เริ่มสนใจหนังสือ เล่นดอกไม้ ซักพักก็กดปุ่มให้หวูดดัง เด็กก็แบบตกใจ ปล่อยหมด ร้องไห้กระจองอแง ไม่พอ พี่แกปล่อยกระแสไฟฟ้าลงไปที่พื้น เด็กก็ชักแหง่กๆๆๆ แล้วก็หยุด ปิดทุกอย่าง แล้วให้พยาบาลอุ้มเด็กออกไป โดยมีคำอธิบายว่า เด็กพวกนี้เป็นวรรณนะอะไรซักอย่างที่ต่ำที่สุด การทำแบบนี้จะทำให้เด็กฝังใจกับหนังสือและดอกไม้ไปเลย เหตุผลคือพวกนี้ไม่มีความจำเป็นต้องรักการอ่าน ไม่ต้องเสียเวลาไปกับหนังสือ มีหน้าที่ใช้แรงงานอย่างเดียว เรื่องดอกไม้มันเป็นประเด็นของการบริโภค ถ้าพวกนี้รักธรรมชาติ พอว่างๆก็จะไปเเที่ยวป่าเขา มันไม่เกิดการ "บริโภค" ถือว่าไม่เกิดประโยชน์ใดๆ 

 

อ่านแล้วผมแบบ เฮ้ย แม่งร้ายอ่ะ เหมือนแบบถูกตบหน้า มันแบบจะสื่ออะไร หลายอย่างมันแบบแทงใจ เสียดสีสุดๆ(มีความรู้สึกว่าเสียดสีวิทยาศาสตร์จิตวิทยาแถมด้วยแนวคิดบริโภคอย่างแรง) 

อย่างคนในโลกนี้ถ้าทุกข์ ก็จะมียาชื่อ โซม่า ที่พี่แกบรรยายมันคือยาเสพย์ติดชัดๆ(ในยุคนั้นมีรึยังนะ) แบบให้ความสุขชั่วขณะ ทุกคนแบบเสพย์กันตลอด แล้วไหนล่่ะความสุขที่แท้จริง???? 

มันแบบเป็นironicมาก คนโลกนั้นก็ดูถูกคนโลกเก่า เราที่มองเบรฟนิวเวิลก็แบบนะ...มันอาจจะคล้ายๆกับคำที่พี่แกพูดไว้ก็ได้

โลกเราอาจเป็นนรกสำหรับดาวเคราะห์อื่นก็ได้...

สิ่งที่เราเห็นว่าดีแล้ว สบายแล้ว มันอาจเป็นอีกเรื่องจากคนอีกโลกนึง สังคมอื่น

ปล มีแปลแล้วเรื่องนี้ ภาพจาก เคล็ดไทย แนะนำอย่างแรงให้ไปหามาอ่าน ทึ่ง ตะลึง คิดได้ไง แล้วก็โดนใจ ว่าเรากำลังจะเป็น Brave new worldรึเปล่าหนอ

edit @ 8 Nov 2009 11:40:08 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

 

พูดถึงเรื่องเสียดสี ทำให้มีงานอีกชิ้นนึงแว่บเข้ามาในหัว 

รับรอง อ่านแล้วต้อง "ตะลึง"

ติดตามชมครั้งต่อไป กับข้อเขียนที่มีชื่อว่า "คำแนะนำที่แสนจะนุ่มนวล"

แค่ชื่อก็ironic(ล้อ)ซะขนาดนี้ ไม่ติดตามได้ยังไงไหว

ชิมิ?

edit @ 9 Nov 2009 00:23:50 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

edit @ 9 Nov 2009 00:25:44 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

edit @ 9 Nov 2009 00:38:29 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

น่าอ่านดีและ

มันอาจทำให้ผมเสียตังอีก



ไว้ได้พจนานุกรมก่อนค่อยซื้อ


#1 By dong=ดอง,โด่ง on 2009-11-08 00:12

ใจร้าย ให้เด็กโดนช๊อตแหงกๆcry
น่าไปหาอ่าน

#2 By Mango Hotel on 2009-11-08 00:28

ขอบคคุณที่เข้ามาเม้นท์นะครับ ^^

เดี๋ยวงานหนังสือ ที่เชียงใหม่ จะลองไปสอยดูสักเล่ม ^^big smile big smile

#3 By อาเหลียง on 2009-11-08 10:54

อืม เนอะ

จริงด้วยยยยยยยยยยยยยย !!

จัดไป Hot!

#4 By ♪_Alma-ata_♫ on 2009-11-08 14:20

จี๊ดใจได้อีกค่ะ *ฮา
โดนมั่ก!!! =x=bb
Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#5 By KAKI on 2009-11-08 17:48

ถ้าเป็นจริงก็แย่ดิangry smile

#6 By Hyuga Neji on 2009-11-08 19:20

พรีวิวอย่างนี้ผมชักอยากซื้อแล้วสิconfused smile

#7 By hollow on 2009-11-08 21:05

สวัสดีครับ
ผมไม่แน่ใจว่าเคยอ่านบลีอกคุณรึยัง (ผมขี้ลืม)
ยังไงขอบอกว่า ยินดีที่ได้รู้จัก นะครัย

บล๊อกผมใครหลงมาถือว่าโชคร้ายสุดยอด ฮ่าๆๆๆ
วันนี้ดีใจ มีคนหลงมาหนึ่งราย กร๊าก

ผมอ่านเอ็นทรี่ของคุณไปซัก 4-5 เอ็นทรี่
ได้ความรู้ใหม่เยอะสุดยอด ชอบมาก
แต่สงสัยนิดนึง ขอถามหนึ่งคำถามนะครับ...

วรรณกรรม คืออะไรอ่ะครัย?
(ครือ ศัีพท์พวกนี้... เหมือนเข้าใจ แต่ไม่เข้าใจ - -)

#8 By Present on 2009-11-08 22:55

big smile big smile<<ยิ้มด้วยความปิติยินดี เพราะว่าเอนทรี่นี้คนมาเม้นเยอะเท่าที่เคยมีมา(น่าสงสารเนอะ) แถมมีดาวด้วย ฮูเร

ขอบคุณทุกคอมเม้นมากครับ

ขอตอบ#8 นะครับ คืออยากจะบอกว่าผมดีใจมาก เพราะจุดประสงค์สำคัญในการเขียนบลอคก็เพื่อจะแชร์อะไรต่างๆ ถ้าแบบมีคำถาม(หรือความคิดเห็นอื่นๆ)ก็ถามได้เลยฮะอย่าปล่อยให้คาใจ ยินดีตอบมากๆ

คำว่าวรรณกรรมเป็นคำที่มีความหมายกว้างมากครับ โดยทั่วไปหมายถึงงานเขียนอะไรก็ได้ที่คนเขียนขึ้นมา นับเป็นวรรณกรรมหมด แต่ปกติแล้วคำว่าวรรณกรรม(แปลจากคำว่าliterature)มักจะหมายถึงพวกหนังสือ(งานเขียน)ที่ดีๆทั้งหลายแหล่อ่ะครับ (เรียนวรรณกรรมก็คือเอาหนังสือ งานเขียนต่างๆมาศึกษานั่นแลครับ)

จริงๆจะมีอีกคำคือคำว่าวรรณคดี วรรณคดีก็คือวรรณกรรมที่เก่าและดี(ที่ได้รับการพิสูจน์ด้วยกาลเวลาเรียบร้อยแล้ว)

ปล ตั้งใจว่าบลอคคราวหน้าจะเขียนเรื่องประเภทของวรรณกรรม ความหมายของบันเทิงคดี(จริงๆเขียนไปแล้วหน่อยนึง)องค์ประกอบของบันเทิงคดี อะไรเทือกๆนี้ด้วยฮะ
ปล2 ยินดีที่ได้รู้จักทุกท่าน(ที่หลงเข้ามา) เหมือนกันครับ
ง่า..เสียดสีได้แรงมากๆแต่ก็น่าอ่านนะคะ
ท่าทางจะต้องไปหามาไว้ในครอบครองconfused smile confused smile

ขอบคุณนะคะที่แวะไป comment

#10 By amberry on 2009-11-09 00:18

ขอบคุณครับที่แวะไปบอก ใจดีมากๆ เลย
^^

ในวงการวรรณกรรม
คำคำนี้มันแฝงคุณค่าไว้ด้วยรึเปล่าอ่ะครับ
คือผมรู้สึกว่าเหมือนกับมันต้องมีค่าในระดับนึง เราถึงจะใช้คำคำนี้กับงานนั้นๆ.. ทำนอง ควรค่าแก่การเรียกว่าวรรณกรรม ไรทำนองนั้น รึเปล่าครับ? (ขอโทษที่ยิ่งพูดยิ่งงง ผมก็งงกะตัวเองเหมือนกัน ฮ่าๆ)


เรื่องจากเอ็นทรี่นี้
อ่านแล้วรู้สึกว่าผมคงเป็นคนจากโลกใหม่ที่อยากรู้อยากเห็นโลกเก่าด้วย ทำนองว่าโลภ 555

#11 By Present on 2009-11-09 00:33

ในบล๊อกผม ผมพูดถึงหนังสือ "ความลับของสมอง"
เล่มนี้เป็นแนววิทยาศาสตร์ จิตวิทยา (แต่อ่านแล้วใช้ตัวหนังสือได้ดีมากเลยอ่ะ)
อย่างนี้เค้าเรียกว่าเป็นหนังสือประเภทไหนอ่ะครีับ

ผมถูกจริตกับหนังสือทำนองนี้อ่ะ แหะๆๆๆ

#12 By Present on 2009-11-09 00:40

ตอบ #11 อีกครั้งครับ

ถ้าเป็นเรื่องของความรู้สึก แน่นอนครับว่าคำว่าวรรณกรรมมันจะมีนัยของ "งานที่ดี" ทำนองงานClassicมังครับ คือบางทีคำพวกนี้มันใช้กันทั่วไป พอมาตอบแบบนี้ก็สับสนเหมือนกัน อย่างงานเขียนสมัยปัจจุบันที่ไม่เข้าขั้นนัก ก็จะไม่เรียกวรรณกรรมกันอ่ะครับ อาจจะเลี่ยงไปใช้คำว่า นิยายแทน แต่ต้องขอย้ำอีกครั้งนะครับว่ามันเป็นเรื่องของคนทั่วไป ถ้าอย่างที่บอกว่าเป็นวงวรรณกรรม(หรือวงวิชาการ) วรรณกรรมจะหมายถึงงานเขียนอย่างรวมๆน่ะครับ เพราะถ้าบอกว่าเอ้า ศึกษาวรรณกรรมยุคใหม่ซิ เราอาจจะหยิบเอางานที่ไม่ได้ถือว่าดี แต่อาจเป็นปรากฎการณ์ทางสังคมอย่าง ฟิกNC18(นิยายติดเรทของเด็กวัยรุ่น) ที่กำลังเป็นกระแส หรือพวกงานนิยายลูกกวาดที่เป็นที่นิยม เอามาศึกษาก็ได้ครับ ถือว่าเป็นการศึกษาวรรณกรรมเหมือนกัน
จากเอ็นทรี่ 50 อันดับหนังสือขายดี
ผมได้อ่านแค่เล่มสองเล่มสามเล่มเดียวละมั๊ง... แถมมันเป็นแฮรี่หมดเลยด้วย
ทนอ่านต่อไม่ไหว ภาษาอังกฤษยิ่งยากเข้าไปทุกทีๆ เราเลยเลิกอ่าน ฮ่าๆๆ

#14 By Present on 2009-11-09 00:52

ตอบ อีกครั้งนะครับ

คือถ้าอย่างงานแบบนั้นจะจัดอยู่ในงานประเภท "non fiction" น่ะครับ ถ้าเราข้ามคำว่าวรรณกรรมไป มันจะมีสองคำที่ใช้จัดหมวดหมู่คือ fiction(บันเทิงคดี พูดง่ายๆคือเรื่องแต่งนั่นเอง) กับ non-fiction(พวกที่ไม่ใช่บันเทิงคดี ทำนองสารคดี คือมุ่งเสนอข้อเท็จจริงหรือfactต่างๆ (แต่อยากจะบอกว่าพูดได้ไม่เต็มปากนัก เพราะว่าหลังๆมันก็เบลอๆ โดยเฉพาะงานประเภทประวัติศาสตร์น่ะฮะ))
#13
เริ่มจะเข้าใจละ

คุยกับผมทำใจหน่อยนะครับ
ผมชอบสงสัยแล้วคุยแบบนี้อ่ะทำ กลัวจะทำให้คนที่คุยด้วยรวนไปเหมือนกัน แหะๆๆๆๆ

#16 By Present on 2009-11-09 01:02

แล้วแบบนี้... หง่าาาา
อ่านแบบกระเทาะเปลือกอย่างที่เขียนไว้ในเอ็นทรี่อีกอัน
...
ผมอ่านแบบไหนหง่ะ

ไม่ถามต่อละ วันนี้จบเท่านี้ก่อน
ลากกี่เอ็นทรี่มาถามต่อเนื่องได้ไม่รู้จบ ฮ่าๆๆๆ
ขอบคุณนะครัรบที่ตอบ คุณใจดีมากๆ

#17 By Present on 2009-11-09 01:05

ดีซะอีกครับ ได้ถามตอบ เป็นการออกกำลังสมองไปในตัว

เรื่องระดับการอ่านใช่ไหมครับ อืม อันนี้คงต้องถามตัวเองดูแล้วละครับ ว่าอ่านหนังสือเพื่ออะไร ชอบอ่านแบบไหน แล้วคาดหวังอะไรจากการอ่านเวลาที่เลือกหนังสือแต่ละเล่ม ถ้าสมมุติอย่างผมชอบอ่านแฟนตาซีมาตลอด เอาสนุกไว้ก่อนเน้นความหวือหวา ต่อมาเริ่มกร้านโลก เริ่มรู้จักแวดวงหนังสือมากขึ้น เริ่มอ่านเพราะอยากรู้ว่าเอ๊ะ หนังสือที่เค้าว่าดีเนี่ย มันดียังไงนะ มันจะให้ความคิดอะไรกับเรา มันจะทำให้เราเข้าใจโลกยังไง พวกนักเขียนที่เหมือนกับเป็นตัวพ่อของยุคเค้าจะสื่ออะไรกับเรานะ

แต่ผมเองก็ยังไม่อาจหาญบอกว่าตัวเองเป็นนักอ่านมือเก๋าหรอกครับ อย่างที่ว่า มันเป็นแค่ตำราที่มาชี้นำว่า อย่าลืมนะ นอกจากงานหวือหวาที่ไม่มีแก่นที่อ่านเพื่อความบันเทิงอย่างเดียว มันยังมีงานอีกแบบนะที่มันมีแก่นหรือสารอะไรบางอย่างซุกซ่อนอยู่ด้วย(และไม่ได้หมายความว่างานแบบที่ต้องตีความจะอ่านแล้วน่าเบื่อ(ไปซะทั้งหมดหรอกนะฮะ))

ยินดีที่ได้ตอบครับbig smile big smile
อ่านแล้วจี๊ดมากเล่มนี้

ทุกทีที่ได้ยินใครพูดถึงความเท่าเทียมแบบยูโทเปีย ผมก้จะนึกถึงเล่มนี้ทุกที แล้วก็ถามในใจว่า "เอาจริงๆเรอะ" เพราะธรรมชาติมนุษย์ไม่ได้เรียบง่ายขนาดที่จะเป็นไปตามอุดมคติได้ เว้นแต่จะบังคับเอา

อยากได้ "ความเท่าเทียม" ก็ต้องแลกมาด้วยสิ่งที่เท่าเทียมกัน คือ อิสรภาพ

จะแลกจริงๆเหรอ?

#19 By house on 2009-11-09 12:18

พอมียูโทเปีย ความเท่าเทียม พาลจะนึกไปถึงคอมมิวนิส...sad smile
น่าอ่านมาก สนพ.อะไรอ่า

#21 By kamisa on 2009-11-13 18:09

Freeform ครับ
เรื่องนี้เคยดูเป็นหนังที่ทำเพื่อฉายทางทีวีอะครับ ชอบมากๆ ที่สุดเลยเป็นหนัง scifi เรื่องหนึ่งในดวงใจเลยด้วย คนแต่งเรื่องนี้เค้าสุดยอดจริงๆ ไว้จะหาฉบับหนังสือมาอ่านดูบ้างครับ confused smile

#23 By Y on 2009-11-16 12:30

Please Leave A Comment,It doesn't waste your time as much but it will please me as well. free counters