ฮ่าๆๆ แค่ชื่อบลอคก็ชวนให้ขำแล้วใช่มั้ยครับ ว่าอีตานี่จะพูดเรื่องอะไรเกี่ยวกะจู๋เจ๋อเทเลทับบี้ คือยังงี๊ครับต้องทำความเข้าใจก่อนว่าบทความนี้อ่านเอาสาระได้แค่ครึ่งเดียว ที่เหลืออ่านเอาขำๆเพราะคิดขึ้นมาแบบบ้าๆ เพราะเอาทฤษฎีจิตวิเคราะห์แบบลากองมาจับเทเลทับบี้เล่นๆ โดยเกริ่นสั้นๆว่าพวกจิตวิเคราะห์เนี่ย(ถ้าใครเคยรู้จักซิกมุนต์ฟอยด์)จะ เน้นพัฒนาการของเด็กมากๆ โดยลากองเนี่ยเค้าจะเน้นอธิบายว่าเด็กมันเกิดความรู้สึกรับรู้เรื่องตัวตน ยังไง แล้วทั้งหมดนี้มันก็จะวนเวียนอยู่กะเรื่องเพศ(แต่ไม่มากและขัดหูเท่าฟอยด์) สำหรับใครที่ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องจิตวิเคราะห์ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าพวกนี้ พยายามอธิบายกระบวนการของจิตมากกว่าที่เราจะรู้ตัวนะครับ ดังนั้นบางครั้งจู๋เจ๋อที่ว่าเนี่ยมันจะไม่ได้หมายถึงจู๋เป็นอันๆ(penis) จริงๆ แต่จะใช้คำว่าphallusแทน คือมันเป็นสัญญะถึงจู๋(อวัยวะเพศชาย)นั่นแหละแต่มีความหมายต่างๆโยงมาด้วย เช่นอำนาจของพ่อ การถูกตอน(castration) ซึ่งจะอธิบายต่อไปว่าแล้วมันเกี่ยวกับเทเลทับบี้ยังไงนอกจากเทเลทับบี้มัน เกี่ยวกะเด็ก จริงๆมันซับซ้อนกว่านั้นครับ
 
อ้อ สิ่งที่ต้องออกตัวอีกอย่างคือทฤษฎีนี้ค่อนข้างจะพูดในแง่ของผู้ชายเป็นหลัก นะครับ(คืออธิบายโดยใช้ผู้ชายเป็นหลักแล้วเอาผู้หญิงไปโยงไว้กับผู้ชาย หรือจู๋นั่นแหละ) สำหรับคุณผู้หญิงอ่านๆแล้วอาจจะอารมณ์บูดได้ แต่ในทางทฤษฎีเขาก็อธิบายว่าี่นี่แหละเพราะคุณอยู่ในโลกของผู้ชายเป็นใหญ่()
 
 
ดังนั้นจะขอพูดสั้นๆเรื่องลากองนะครับ โดยลากองบอกว่าเด็กเนี่ยพอออกมาแล้วระยะแรกคือระยะที่ใกล้The realมากที่สุดคือระยะที่เป็นอันหนึ่งอันกับแม่ รู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าของแม่(และเต้านมที่ตัวเองดูดอยู่) พอระยะต่อมาเริ่มโตแม่ก็เริ่มถูกแชร์โดยพ่อ เด็กก็เริ่มเตาะแตะไปเรื่อยจนกระทั่งเกิดการรู้จักตัวเอง(recognition)ตัว เองผ่านกระจกที่เรียกว่าMirror Stage ซึ่งจริงๆแล้วเป็นการสำคัญผิด(misrecognition)ด้วยเพราะเป็นการรู้จัก ภาพ(image)ของตัวเองไม่ใช่ตัวเอง(self)จริงๆ ซึ่งความผิดพลาดตรงนี้ก่อให้เกิดความแปลกแยกคือ 1 ตัวเด็กเองอึดอัดเพราะว่าบงการร่างกายไม่ได้ตามที่ต้องการเหมือนกับภาพที่ สมบูรณ์ในกระจก 2 เกิดความหลงไหล(narcissism)ในภาพสะท้อนที่สมบูรณ์แบบ(คือเห็นทั้งตัว แต่ตัวเองกลับไม่สามารถที่จะควบคุมร่างกายได้ดังใจ) โดยไอ้ภาพสะท้อนเนี่ยมันเลยกลายเป็นตัวตนอีกคนที่มีความเป็นอุดมคติของตัว เราเองหรือที่เรียกว่าEgo Ideal ซึ่งไอ้การสะท้อนภาพเนี่ยมันไม่ได้จำกัดแค่กระจกแต่เป็นอะำไรก็ได้ที่เป็น แผ่นๆกระทั่งหน้าพ่อแม่ที่มาอยู่ตรงหน้าเด็กก็เช่นกัน ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงเอาตัวเองไปใส่พระเอกในหนัง ก็เพราะว่าฉากหรือscreenของหนังมันก็เหมือนกับMirrorในMirror Stageแล้วพวกดาราก็คือEgo Idealของเรานั่นแหละ
ต้องอย่าลืมนะครับว่าในกระบวนการทั้งหมดเด็กมีความสัมพันธ์กับแม่อย่าง ลึกซึ้ง แล้วก็รู้สึกว่าพ่อนี่แหละเป็นคนที่แย่งแม่ไปจากตัว ทีนี้จึงไปสู่ขั้นต่อไปคือขั้นSymbolic ขั้นนี้เกิดขึ้นเมื่อพ่อประกาศกฏกับลูกว่าโอเค ลูกจะไม่ได้แม่ไปตลอดนะ(เวลาที่เด็กงอแง) ดังนั้นพ่อจึงเป็นตัวแทนของกฏเกณฑ์ต่างๆ(Father's Law)และพรากแม่ออกจากตัวเองอย่างเป็นทางการ ซึ่งเด็กก็จะรับรู้ถึงอำนาจของพ่อตรงนี้และเริ่มสงสัยว่าทำไมพ่อถึงได้ แม่(ฟังดูincestนะครับแต่ในทางจิตวิทยาเค้าอธิบายอย่างนี้จริงๆ) เด็กจึงมองเรือนร่างของผู้หญิงและผู้ชายแล้วก็ตระหนักได้ว่า อ้อ เพราะว่าพ่อมีจู๋แล้วแม่ไม่มีนี่เองจึงได้ได้แม่ไป(ตอนแรกนี่อาจจะหมาย ถึงpenisจริงๆต่อๆมาจะเรียกว่าphallusคือสัญลักษณ์แทนจู๋อันนั้นโดยมีนัยถึงอำนาจกับความซับซ้อนของจิตใจที่ก่อร่างตามมา) ดังนั้นปมเพศที่เกิดขึ้นคือความกลัวที่จะถูกตอน(castration)คือกลัวพ่อจะมา ทำให้ตัวเองเหมือนแม่แล้วก็ไปรวมกะแม่(และน้องสาว)ซะ ไอ้ความกลัวตรงนี้แหละที่มันฝังใจและก่อให้เกิดความปรารถนาต่างๆที่ขับ เคลื่อนเราให้ไขว้คว้าหาอะไรบางอย่างมาเพื่อทดแทนไอ้Phallusอันนี้เพื่อยืน ยันถึงอำนาจที่ตัวเองอยากได้(ไอ้ความคิดที่จะincestกับแม่มันก็จะพัฒนาจนหาย ไปนะครับ ซึ่งถ้ามันไม่พัฒนาก็จะเกิดปัญหาในบุคลิกภาพ) ซึ่งไอ้การไขว้คว้าเนี่ยมันก็คือแรงผลักหลักในการใช้ชีวิตของเราตามคำอธิบาย ของลากอง(ที่มีจุดกำเนิดจริงๆจากปมเพศ) ดังนั้นลากองเลยบอกว่าทำไมเราถึงหาอะไรไม่สิ้นสุดเพราะพอได้มาแล้วมันไม่ใช่ หรือทดแทนphallusจริงๆซักที(และก็จะไม่มีวันได้ด้วย ของที่เอามาทดแทนก็เช่นรถ ผู้หญิง อำนาจต่างๆที่ผู้ชายหลงไหล ส่วนผู้หญิงก็จะมีสองลักษณะนะครับคือทำตัวเองแบบผู้ชายค้นหาphallusมาทดแทน ด้วยการทำงานๆๆหรือพยายามทำตัวเองให้เป็นPhallusของผู้ชายซะเลย(คือพยายามจะ เป็นแบบ/เลียนแบบแม่ที่ไ้ด้อยู่กับพ่อ))
ดังนั้นที่พูดมาทั้งหมดนี้พอจะเอะใจอะไรกับเทเลทับบี้เหมือนผมมั้ยครับ
อย่างที่พูดไปแล้วว่าเด็กจะมีMirror Stage ทีนี้ลองคิดเล่นๆว่าถ้าเด็กแทนที่จะดูกระจกแล้วไปดูเทเลทับบี้แทนละครับ ภาพของเทเลทับบี้คืออะไรกันแน่สำหรับเด็ก จะใช่ภาพอันสมบูรณ์ของตัวเองมั้ย ผมว่าน่าคิด แต่การเคลื่อนไหวของเทเลทับบี้อาจทำให้เด็กเข้าใจว่าเป็นภาพสะท้อนของตัวเอง ได้เหมือนกันนะครับผมว่า ทีนี้จุดที่น่าสนใจคือภาวะไร้จู๋หรือไร้เพศ(ทั้งในเชิงกายภาพและลักษณะทั่วๆ ไป) ผมว่าเทเลทับบี้อาจจะไปพ้องกับการถูกตอนจู๋(ไปแล้ว)ก็ได้นะครับ ซึ่งถ้ามองแบบกวนๆคือมันไม่มีเพศอ่ะ ไม่มีอะไรเลย แต่ลองคิดดูนะครับว่าในเรื่องมีป่าวPhallusหรือPhallic Symbol เนี่ย คำตอบคือมีครับ นั่นก็คือไอ้ท่อนั่นไงครับ ดังนั้นในเรื่องเทเลทับบี้ไม่มีอำนาจเลยใช่มั้ยครับ พอโทรโข่งนั่นโผล่มา(เป็นตัวแทนของจู๋ อำนาจ และพ่อ) ถ้าพูดซื่อคือจู๋นั่นยืดดดดออกมาปุ๊บมันจะทำอะไรครับ ออกคำสั่งใช่มั้ยครับ แปลว่าในเรื่องนี้อเมซิ่งมากคือEgoหรือSelfของเด็กไม่มีจู๋ไม่มีอำนาจ แต่พอจู๋อันบะเร่อโผล่ออกมาแถมพูดได้เสร็จปุ๊บ อีพวกนี้ก็ลุกลี้ลุกลนทำตามคำสั่งของPhallusทันที(เหมือนกับStage ที่สามที่พ่อมาประกาศคำสั่งข้อห้ามมั้ยครับ)
แล้วมันบอกอะไรเราครับ เราอาจจะตีความได้ว่า นี่ไง มันแสดงให้เด็กเห็นว่า นี่แหละคืออำนาจของพ่อหรือปิตาธิปไตย พวกยูต้องสยบยอมและทำตามคำสั่งอย่างที่อีพวกนี้ทำนะไม่งั๊นพวกยูจะโดนตัดจู๋ทิ้งแบบพวกเทเลทับบี้แน่(ซึ่งการไร้จู๋คือการไร้อำนาจดังนั้นเทเลทับบี้จึงไม่เคยก่อกบฏต่อลำโพงเลย แถมเทเลทับบี้ก็ไม่มีเพศด้วย(ถ้าพูดตามภาษาจิตวิเคราะห์คือcastrated threat แบบนี่ไงถ้าถูกตอนแล้วเอ็งเป็นแบบนี้แหละ)) ซึ่งการควบคุมแบบนี้มันคือการใส่ความคิดให้กับเด็ก ให้เด็กเรียนรู้ที่จะเชื่อฟัง รับคำสั่งจากผู้มีอำนาจอย่างที่ฟูโกต์เรียกว่าBiopower ซึ่งถ้ามองในแง่นี้ วินัยและการยอมรับในอำนาจได้ถูกก่อร่างขึ้นพร้อมๆกับMirror Stageเลยทีเดียว (ในเรื่องเราจะไม่เห็นเทเลทับบี้แข็งขืนแม้ซักคำหรือก่อกบฏกับประกาศิตที่ โทรโข่งพูดเลยใช่มั้ยครับ นี่แหละครับมันอาจจะเป็นการหล่อหลอมแนวคิดเรื่องอำนาจให้ตั้งแต่เด็กอายุซักไม่กี่เดือนก็ได้)
 
ปล อย่าลืมนะครับว่าส่วนนึงผมคิดขำๆ เกิดจากการศึกษาแนวคิดของลากองกับความสุขในการชมภาพยนตร์แล้วอาจารย์ผมก็บอกว่า เด็กดูพวกหนังอะไรไม่น่าจะทันรู้เรื่องเลยต้องดูเทเลทับบี้ ผมเลยมาคิดดูว่าเออแล้วทำไมต้องเทเลทับบี้ แล้วเด็กจะพัฒนาผ่านmirror stageแล้วเห็นเทเลทับบี้เป็นEgo(ตัวตน)อีกตัวของตัวเองมั้ย หรือจะเห็นเป็นother แล้วลำโพงทำไมมีอำนาจจัง หน้าตาก็เหมือนphallus โยงกับFather' Lawได้ด้วยนะเนี่ย คิดไปคิดมาเลยฟุ๊งซ่านแบบนี้แล (ซึ่งจริงๆผู้สร้างคงไม่ได้ตั้งใจหรอกครับ ลองนึกสภาพเทเลทับบี้มีความเป็นเพศคงไม่เหมาะกับเด็ก หรือเทเลทับบี้ก่อกบฏไรงี๊ แต่ในเซนส์มันก็มีการสอนเด็กอยู่ดีแหละเช่นเรื่องโทรโข่ง การเชื่อฟัง)

edit @ 6 Oct 2011 02:19:56 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

edit @ 6 Oct 2011 02:23:49 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

edit @ 6 Oct 2011 02:26:31 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet

555

พี่คิดได้่ลึกล้ำจริ๊งงงง

พี่เรียนอะไรคะเนี่ย?

ด้านจิตวิทยาเหรอ?

#1 By •.★*Rainbow ❤ Rozen*★.• on 2011-10-01 23:05

เรียนทางวรรณคดีครับopen-mounthed smile แหะๆ แต่ส่วนหนึ่งของวรรณคดีจะใช้จิตวิทยามาช่วยอธิบายเรื่องต่างๆด้วย เช่นเอามาวิเคราะห์ตัวละครไปจนถึงวิเคราะห์ผลที่เกิดขึ้นกับผู้อ่าน/ผู้ดู(ในกรณีของหนัง)
Hot! ขอบคุณค่ะ
กำลังหาบทความด้านจิตวิเคราะห์อ่านพอดี

#3 By poonnada on 2012-01-17 00:10

Hot! Hot! ชอบมากครับพี่
อยู่มหาลัยค่อนข้างเหงาไม่ค่อยมีคนคุยเรื่องวรรณกรรมด้วย
แล้วยิ่งคนที่ศึกษาวรรณกรรมก็ไม่มีด้วยเลย T^T

#4 By dong=ดอง,โด่ง on 2012-02-21 16:54